สาระแน่..สาระแน ตอน ตำนานสุขภาพจิต#1
posted on 14 May 2012 13:27 by just-a-lady in PsyChology directory Knowledgeเนื่องด้วย..วันนี้อยู่ว่างๆ
ไ่ม่รู้จะทำอะไร..ชีวิตดูไม่มีประโยชน์สิ้นดี
เหลือกไปมองลังหลังสือใต้โต๊ะทีวีแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า..
เออ,, มาเล่าเรื่องจิตๆดีกว่า
จะได้ทวนความรู้ตัวเองด้วย..ไม่งั้นลืมโม้ดดดดดด =_='
-------------------------------------------------------------------------------
ว่าแล้วก็นั่งนึก..
"แล้วกูจะเล่าวิชาอะไรดีวะ?"
..
คุ้ยไปคุ้ยมาก็ไปเจอหนังสือสุขภาพจิตเล่มไซส์ A4
เขียนโดย รศ.ลิขิต กาญจนาภรณ์
อาจารย์ที่เด็กๆทั้งมหาลัยจะต้องรู้จัก
(เพราะแกสอนจิตเบื้องฯ ประกอบกับเป็นคนใจดี เลยยิ่งป๊อบปูลาร์)
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว.. เอาวะ วิชานี้แหละ..ใกล้ตัวที่สุดละ..
ปัญหาต่อมา..แล้วกุจะตั้งชื่อเอนทรี่ว่าอะไรดีวะเนี่ย???
นึกไปนึกมาก็..เออนะ..
ไหนๆเอนทรี่ก็ดูมีสาระแล้ว..
เพื่อเป็นการยืนยันว่าเข้ามาที่นี่แล้วจะได้สาระกลับไปจริงๆ..
มันก็เลยกลายเป็นชื่อ "สาระแน่..สาระแน" นี่แหละค่ะ ^_____________^
ทุกเรื่องราวทางจิตวิทยา จะอยู่ใน categories>> Psychology นะคะ^^
-----------------------------------------------------------------------------------
ช่วงหลังๆมานี่รู้สึกว่ามนุษย์โลกจะมีปัญหาทางจิตกันบ่อยมากขึ้น
สงสัยโลกร้อน ของแพง หน้าแห้ง กระเป๋าแบน (แฟนทิ้ง?)
ทางจิตวิทยาเองเค้าก็เน้นศึกษาเรื่องทาง Positive Psychology กันมากขึ้น
เพราะอย่างงั้น..มาเรียนรู้เรื่อง "สุขภาพจิต" กันเถอะ ^______________^
-----------------------------------------------------------------------------------
การจะเรียนรู้อะไรให้มันเข้าใจมากยิ่งขึ้นนั้น
มันควรจะต้องรู้จักที่มาที่ไป
ความเป็นมาพื้นฐานของเรื่องนั้นๆซะก่อน จริงมะ?
เพราะฉะนั้น..วันนี้เปิดตัวตอนแรก
ปุ่นจะมาเล่าความเป็นมาของการศึกษาสุขภาพจิตในเบื้องต้นกันก่อนว่าไปยังไงมายังไง
---------------------------------------------------------------------------------------
การศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตเนี่ย เค้าแบ่งออกอย่างง่ายๆเป็น 3 ยุคค่ะ
* ยุคดึกดำบรรพ์
* ยุควิทยาศาสตร์
* แล้วก็ยุคมนุษยธรรม
(หลายคนถามว่า ไทแรนโนซอรัสก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตด้วยเหรอ?
อันนี้อิชั้นก็ไม่แน่ใจค่ะ =_=')
......
...
...
ในช่วงยุคดึกดำบรรพ์ หรือ ยุคก่อนประวัติศาสตร์เนี่ย เค้าเชื่อกันว่า..
ภูติผีปีศาจเป็นต้นเหตุของการป่วยทางจิต
แล้วรู้ได้ไงว่าเป็นอย่างงั้น??
คืองี้นะ..นักโบราณคดีเค้าไปขุดเจอกระโหลกศีรษะถูกเจาะเป็นรูกลมๆ แล้วเค้าก็เลยไปศึกษา
ตามกระบวนการของเค้านั่นแหละ ก็เลยทำให้อธิบายชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้นได้
รวมไปถึงเรื่องการเจ็บป่วย การบำบัดผู้ป่วยต่างๆ ..
แล้วหลังจากนั้นนักโบราณคดีกับนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันเนี่ย เค้าก็เลยลงความเห็นกันว่า
อีิรูสว่านบนกระโหลกที่เค้าค้นพบ (เรียกอีกอย่างว่า Trephining) เนี่ย พ่อคุณแม่คุณในยุคโบราณ
เค้าทำขึ้น เพื่อบำบัดผู้ป่วยโรคจิต
เป็นไปได้ว่าพ่อคุณแม่คุณเหล่านั้นเค้าเชื่อว่า "พฤติกรรมผิดปกติที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมี
ภูติผีปีศาจถูกขังอยู่ภายในกระโหลก เพราะฉะนั้น การเจาะรูกระโหลก จะทำให้ผีลอยลอดรู
ออกมาแล้วคนๆนั้นก็จะหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง" เหอๆ =_='
หลายพันปีต่อมา ... ความเชื่อเรื่องภูติผีปีศาจก็ยังคงอยู่.. ในยุคโบราณของฮิบรู (Hebrews)
มีหลักฐานความเชื่อของคนยุคนั้นว่า คนวิกลจริตเกิดจากผีสิง และการกระทำของผีเหล่านั้น
เกิดจากพวกพ่อมดหมอผี ดังนั้น...วิธีแก้ไขคืออะไรรู้มั้ยคะ?
..ติ๊กต่อก..
ติ๊กต่อก...
ติ๊กต่อก...
จับคนบ้าที่ผีเข้าสิงมาทรมาน ทุบตีื โบยด้วยแส้ ทำให้เจ็บปวดด้วยวิธีต่างๆ
เพราะคิดว่าถ้าเมื่อไรก็ตามที่อีผีที่สิงอยู่มันทนไม่ได้ขึ้นมา มันก็จะหนีออกจากร่างไปนั่นเองค่ะ..
นอกจากนี้ ในบางที่เค้าก็มีการบีบบังคับให้ผู้ป่วยกินของโสโครก เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ
ของตนให้กินเลือด กินขี้สัตว์ ร้ายกว่านั้น บางคนถูกฆ่าเพราะคนอื่นคิดว่าพวกเขาเป็นคนไร้ประโยชน์
ทำให้เป็นภาระแก่ชุมชน บางที่ก็ปล่อยให่เร่ร่อนไปตามยถากรรม ญาติพี่น้องก็หัวเราะเยาะ และ
ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วย
.........................................................
......................................
.................
.......
ต่อมาเป็นช่วง ยุคกรีกและโรมันโบราณ (ยุคนี้เป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์)
นักปรัชญาชาวกรีกและโรมันจำนวนมาก ได้คิดตั้งทฤษฎีต่างๆที่เป็นเรื่องเหลือเชื่อ
ในสมัยนั้นขึ้นมา เช่น ฮิปโปเครตีส (Hipocrates) บิดาแห่งวงการแพทย์ยุคใหม่ ผู้ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง
460-377 ปี ก่อนคริสตศตวรรษ มีความเชื่อว่า การที่มนุษย์เราป่วยเนี่ย มีสาเหตุมาจากทั้งทางกาย
และทางใจ
โดยในร่างกายของเราจะมีของเหลว 4 ชนิด ซึ่งมีอิทธิพลเหนือสุขภาพกายและสุขภาพจิต
โดยของเหลวทั้ง 4 อย่างนั้น ประกอบด้วย Black bile, Yellow bile, Phlegm, Blood และถ้าเรา
มีสารตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปจนเกิดความไม่สมดุล ก็จะทำให้ป่วยทางจิตใจ การปรับตัว และ
บุคลิกภาพ
แล้วมันป่วยยังไง (วะ?) ..
คนที่มี Black bile มากเกินไป >> จะป่วยทางจิตด้วยอาการเศร้าซึม (เรียกว่า melancholic)
คนที่มี Yellow bile มากเกินไป >> จะทำให้มีความวิตกกังวลสูง หงุดหงิด ไม่สบายใจ
(เรียกว่า choleric)
คนที่มี Phlegm มากเกินไป >> จะมีอาการซึม แยกตัวเอง รู้สึกเบื่อหน่ายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
(เรียกว่า Phlegmatic) มองชีวิต และสิ่งแวดล้อมอย่างขาดความสุข
และคนที่มี Blood มากเกินไป >> จะมีนิสัยวู่วาม อารมณ์ไม่มั่นคง ซึ่งจะบำบัดด้วยวิธีการหาทาง
เอาเลือดออกให้กินยาถ่าย หรือบังคับให้อ้วกออกมามากๆ
หรือสร้างความสมดุลโดยการ ให้กินอาหารมีประโยชน์และ
ได้สัดส่วนพอดี
แนวคิดตามแบบลุงฮิปโปเนี่ย..ถูกใช้อยู่ราวๆ 500 ปี แล้วก็กลับสู่จุดเริ่มต้น =_="
นั่นคือระบบภูติผีปีศาจ แล้วอิวิธีโหดร้ายก็เลยกลับมาอีก ฮ่วยยยย
และแล้ว..หลังจากนั้น 200 ปี ก็เข้าสู่ยุคของ เอสเคลปิอาดีส (Aesclepiades)
ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงต้นคริสตศตวรรษ โดยอีตาเอสเคลเนี่ย เค้ามีความคิดขัดแย้งกับลุงฮิปโปอย่างแรง!!
เค้าบอกว่าการป่วยน่ะ มีสาเหตุมาจากทางจิตใจอย่างเดียว แล้วก็ได้แยกแยะความแตกต่างระหว่าง
การเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน (acute) vs. แบบค่อยเป็นค่อยไป (chronic)
แล้วก็ความแตกต่างระหว่าง
อาการประสาทหลอน (hallucination) vs. อาการหลงผิด(delusion)
ซึ่งแนวคิดของอิตาเอสเคลยังถูกนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้...
เขาเป็นคนพัฒนาวิธี music therapy และเป็นผู้ต่อต้านวิธีบำบัดแบบทารุณด้วย ^____^
ต่อจากนั้นมาอีก 200 ปี กาเลน (Galen, A.D. 130 - 200) ได้พัฒนาความรู้เกี่ยวกับ
การแพทย์และการบำบัดผู้ป่วย ทั้งทางร่างกายและทางจิต เขากระตุ้นให้แพทย์สนใจศึกษาเรื่อง
กายวิภาคของผู้ป่วยเพื่อเอามาใช้เป็นข้อมูลในการบำบัด นอกจากนี้ เขายังมีแนวทางในการ
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตอีกด้วย
เหตุฉะนี้ กาเลนจึงเป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์คนแรกที่ทำการวิจัยและการ
ทดลองทางการแพทย์ โดยการศึกษาจากสัตว์ทดลองแล้วนำมาประยุกต์กับกรณีของมนุษย์
กาเลนเสนอแนวคิดว่า การที่คนเราป่วยทางจิตเนี่ย มีสาเหตุมาจากทางจิตใจมากกว่า
ร่างกาย วิธีของกาเลนนำไปสู่การสร้างเครื่องมือทางการแพทย์ และการศึกษาพฤติกรรมอย่าง
เป็นระบบในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ.. ความคิดและแนวปฏิบัติของเขาก็ต้องเผชิญ
กับมรสุมทางความคิด ในช่วงยุคกลาง (Middle Age) ซึ่งความเชื่อเรื่องการป่วยทางจิตนั้น
กลับไปสู่จุดเริ่มต้น
(อีกแล้วเหรอวะ?..)
นั่นคือ สาเหตุมาจากภูติผีปีศาจ โชคลาง และไสยศาสตร์อีกครั้ง...
...
...
....
.....
ฮ่วยยยยยยยยย มนุษย์.. ชอบกลับไปสู่จุดเริ่มต้นตล๊อดดดดดด =_=
ใช่ว่าจะดีนะ..
ยังไงก็ตาม.. เรื่องราวยังไม่จบลงแค่นี้..
เข้าสู่ยุคกลาง.. (เค้าเรียกกันว่ายุคมืด) .. แล้วจะเป็นยังไงต่อไป
กลับมาคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เหมือนเดิมมั้ย?
แล้วกลับมาเมื่อไหร่?
เอนทรี่หน้ามีคำตอบให้ค่ะ ^__________________________^
-----------------------------------------------------------------------------------------
ตอนต่อไปจะมาเล่าให้จบค่ะว่ายุคกลางเป็นยังไง
แล้วยุคสุดท้ายที่เรียกว่ายุคมนุษยธรรมนั้น มันกลับมาได้ยังไง
ใครเป็นคนพามันกลับมา...
มะรืนนี้เจอกันค่ะ ^___________________^

บ้านนายลิงแว่น
ใช่ป่ะ..ไม่ใช่สิเนอะ)
