เนื่องด้วย..วันนี้อยู่ว่างๆ
 
ไ่ม่รู้จะทำอะไร..ชีวิตดูไม่มีประโยชน์สิ้นดี
 
เหลือกไปมองลังหลังสือใต้โต๊ะทีวีแล้วก็นึกขึ้นได้ว่า..
 
เออ,, มาเล่าเรื่องจิตๆดีกว่า
 
จะได้ทวนความรู้ตัวเองด้วย..ไม่งั้นลืมโม้ดดดดดด =_='
 
-------------------------------------------------------------------------------
 
ว่าแล้วก็นั่งนึก..
 
"แล้วกูจะเล่าวิชาอะไรดีวะ?"
 
..
 
คุ้ยไปคุ้ยมาก็ไปเจอหนังสือสุขภาพจิตเล่มไซส์ A4
 
เขียนโดย รศ.ลิขิต กาญจนาภรณ์
 
อาจารย์ที่เด็กๆทั้งมหาลัยจะต้องรู้จัก 
 
(เพราะแกสอนจิตเบื้องฯ ประกอบกับเป็นคนใจดี เลยยิ่งป๊อบปูลาร์)
 
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว.. เอาวะ วิชานี้แหละ..ใกล้ตัวที่สุดละ..
 
 
 
ปัญหาต่อมา..แล้วกุจะตั้งชื่อเอนทรี่ว่าอะไรดีวะเนี่ย???
 
 
นึกไปนึกมาก็..เออนะ..
 
ไหนๆเอนทรี่ก็ดูมีสาระแล้ว..
 
เพื่อเป็นการยืนยันว่าเข้ามาที่นี่แล้วจะได้สาระกลับไปจริงๆ.. 
 
 
มันก็เลยกลายเป็นชื่อ "สาระแน่..สาระแน" นี่แหละค่ะ ^_____________^
 
ทุกเรื่องราวทางจิตวิทยา จะอยู่ใน categories>> Psychology นะคะ^^
 
-----------------------------------------------------------------------------------
 
ช่วงหลังๆมานี่รู้สึกว่ามนุษย์โลกจะมีปัญหาทางจิตกันบ่อยมากขึ้น
 
สงสัยโลกร้อน ของแพง หน้าแห้ง กระเป๋าแบน (แฟนทิ้ง?)
 
ทางจิตวิทยาเองเค้าก็เน้นศึกษาเรื่องทาง Positive Psychology กันมากขึ้น
 
เพราะอย่างงั้น..มาเรียนรู้เรื่อง "สุขภาพจิต" กันเถอะ ^______________^
 
-----------------------------------------------------------------------------------
 
 
การจะเรียนรู้อะไรให้มันเข้าใจมากยิ่งขึ้นนั้น
 
มันควรจะต้องรู้จักที่มาที่ไป
 
ความเป็นมาพื้นฐานของเรื่องนั้นๆซะก่อน จริงมะ?
 
เพราะฉะนั้น..วันนี้เปิดตัวตอนแรก
 
ปุ่นจะมาเล่าความเป็นมาของการศึกษาสุขภาพจิตในเบื้องต้นกันก่อนว่าไปยังไงมายังไง
 
---------------------------------------------------------------------------------------
 
 
การศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตเนี่ย เค้าแบ่งออกอย่างง่ายๆเป็น 3 ยุคค่ะ
 
 *  ยุคดึกดำบรรพ์ 
 
 *  ยุควิทยาศาสตร์
 
 *  แล้วก็ยุคมนุษยธรรม
 
(หลายคนถามว่า ไทแรนโนซอรัสก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิตด้วยเหรอ?
อันนี้อิชั้นก็ไม่แน่ใจค่ะ =_=')
 
 
......
...
 
 
...
 
 
 
ในช่วงยุคดึกดำบรรพ์ หรือ ยุคก่อนประวัติศาสตร์เนี่ย เค้าเชื่อกันว่า..
 
ภูติผีปีศาจเป็นต้นเหตุของการป่วยทางจิต
 
 
แล้วรู้ได้ไงว่าเป็นอย่างงั้น??
 
          คืองี้นะ..นักโบราณคดีเค้าไปขุดเจอกระโหลกศีรษะถูกเจาะเป็นรูกลมๆ แล้วเค้าก็เลยไปศึกษา
 
ตามกระบวนการของเค้านั่นแหละ ก็เลยทำให้อธิบายชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้นได้
 
รวมไปถึงเรื่องการเจ็บป่วย การบำบัดผู้ป่วยต่างๆ ..
 
 
 
          แล้วหลังจากนั้นนักโบราณคดีกับนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันเนี่ย เค้าก็เลยลงความเห็นกันว่า 
 
อีิรูสว่านบนกระโหลกที่เค้าค้นพบ (เรียกอีกอย่างว่า Trephining)  เนี่ย พ่อคุณแม่คุณในยุคโบราณ
 
เค้าทำขึ้น เพื่อบำบัดผู้ป่วยโรคจิต 
 
 
 
          เป็นไปได้ว่าพ่อคุณแม่คุณเหล่านั้นเค้าเชื่อว่า "พฤติกรรมผิดปกติที่เกิดขึ้น เป็นเพราะมี

ภูติผี
ปีศาจถูกขังอยู่ภายในกระโหลก เพราะฉะนั้น การเจาะรูกระโหลก จะทำให้ผีลอยลอดรู
 
ออกมาแล้วคนๆนั้นก็จะหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง" เหอๆ =_='
 
 
         หลายพันปีต่อมา ... ความเชื่อเรื่องภูติผีปีศาจก็ยังคงอยู่.. ในยุคโบราณของฮิบรู (Hebrews)
 
มีหลักฐานความเชื่อของคนยุคนั้นว่า คนวิกลจริตเกิดจากผีสิง และการกระทำของผีเหล่านั้น
 
เกิดจากพวกพ่อมดหมอผี  ดังนั้น...วิธีแก้ไขคืออะไรรู้มั้ยคะ?
 
 
..ติ๊กต่อก..      
 
 
                 ติ๊กต่อก...                
 
 
                                 ติ๊กต่อก...
 
จับคนบ้าที่ผีเข้าสิงมาทรมาน ทุบตีื โบยด้วยแส้ ทำให้เจ็บปวดด้วยวิธีต่างๆ
 
 
เพราะคิดว่าถ้าเมื่อไรก็ตามที่อีผีที่สิงอยู่มันทนไม่ได้ขึ้นมา มันก็จะหนีออกจากร่างไปนั่นเองค่ะ..
 
 
           นอกจากนี้ ในบางที่เค้าก็มีการบีบบังคับให้ผู้ป่วยกินของโสโครก เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ
 
ของตนให้กินเลือด กินขี้สัตว์ ร้ายกว่านั้น บางคนถูกฆ่าเพราะคนอื่นคิดว่าพวกเขาเป็นคนไร้ประโยชน์
 
ทำให้เป็นภาระแก่ชุมชน บางที่ก็ปล่อยให่เร่ร่อนไปตามยถากรรม ญาติพี่น้องก็หัวเราะเยาะ และ
 
ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วย
 
 
.........................................................
 
 
 
......................................
 
 
 
.................
 
 
 
.......
 
 
ต่อมาเป็นช่วง ยุคกรีกและโรมันโบราณ (ยุคนี้เป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์)
 
 
               นักปรัชญาชาวกรีกและโรมันจำนวนมาก ได้คิดตั้งทฤษฎีต่างๆที่เป็นเรื่องเหลือเชื่อ
 
ในสมัยนั้นขึ้นมา เช่น ฮิปโปเครตีส (Hipocrates) บิดาแห่งวงการแพทย์ยุคใหม่ ผู้ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง
 
460-377 ปี ก่อนคริสตศตวรรษ มีความเชื่อว่า  การที่มนุษย์เราป่วยเนี่ย มีสาเหตุมาจากทั้งทางกาย
 
และทางใจ
 
               โดยในร่างกายของเราจะมีของเหลว 4 ชนิด ซึ่งมีอิทธิพลเหนือสุขภาพกายและสุขภาพจิต
 
โดยของเหลวทั้ง 4 อย่างนั้น ประกอบด้วย Black bile, Yellow bile, Phlegm, Blood และถ้าเรา
 
มีสารตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปจนเกิดความไม่สมดุล ก็จะทำให้ป่วยทางจิตใจ การปรับตัว และ
 
บุคลิกภาพ 
 
 
 
 
แล้วมันป่วยยังไง (วะ?) .. 
 
คนที่มี Black bile มากเกินไป >> จะป่วยทางจิตด้วยอาการเศร้าซึม (เรียกว่า melancholic)
 
คนที่มี Yellow bile มากเกินไป >> จะทำให้มีความวิตกกังวลสูง หงุดหงิด ไม่สบายใจ
          (เรียกว่า choleric)
 
คนที่มี Phlegm มากเกินไป >> จะมีอาการซึม แยกตัวเอง รู้สึกเบื่อหน่ายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
 
        (เรียกว่า Phlegmatic)            มองชีวิต และสิ่งแวดล้อมอย่างขาดความสุข
          
 
และคนที่มี Blood มากเกินไป >> จะมีนิสัยวู่วาม อารมณ์ไม่มั่นคง ซึ่งจะบำบัดด้วยวิธีการหาทาง
 
                                                   เอาเลือดออกให้กินยาถ่าย หรือบังคับให้อ้วกออกมามากๆ
 
                                                    หรือสร้างความสมดุลโดยการ ให้กินอาหารมีประโยชน์และ
 
                                                     ได้สัดส่วนพอดี
 
 
 
                      แนวคิดตามแบบลุงฮิปโปเนี่ย..ถูกใช้อยู่ราวๆ 500 ปี แล้วก็กลับสู่จุดเริ่มต้น =_="
 
นั่นคือระบบภูติผีปีศาจ แล้วอิวิธีโหดร้ายก็เลยกลับมาอีก ฮ่วยยยย
 
 
                      และแล้ว..หลังจากนั้น 200 ปี ก็เข้าสู่ยุคของ เอสเคลปิอาดีส (Aesclepiades)
 
ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงต้นคริสตศตวรรษ โดยอีตาเอสเคลเนี่ย เค้ามีความคิดขัดแย้งกับลุงฮิปโปอย่างแรง!!
 
 เค้าบอกว่าการป่วยน่ะ มีสาเหตุมาจากทางจิตใจอย่างเดียว แล้วก็ได้แยกแยะความแตกต่างระหว่าง
 
 
การเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน (acute) vs. แบบค่อยเป็นค่อยไป (chronic)

 
แล้วก็ความแตกต่างระหว่าง

 
  อาการประสาทหลอน (hallucination) vs. อาการหลงผิด(delusion)
 
 
 
ซึ่งแนวคิดของอิตาเอสเคลยังถูกนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้... 
 
เขาเป็นคนพัฒนาวิธี music therapy และเป็นผู้ต่อต้านวิธีบำบัดแบบทารุณด้วย ^____^
 
 
 
 
                      ต่อจากนั้นมาอีก 200 ปี กาเลน (Galen, A.D. 130 - 200) ได้พัฒนาความรู้เกี่ยวกับ
 
การแพทย์และการบำบัดผู้ป่วย ทั้งทางร่างกายและทางจิต  เขากระตุ้นให้แพทย์สนใจศึกษาเรื่อง
 
กายวิภาคของผู้ป่วยเพื่อเอามาใช้เป็นข้อมูลในการบำบัด นอกจากนี้ เขายังมีแนวทางในการ
 
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตอีกด้วย    
 
 
             เหตุฉะนี้ กาเลนจึงเป็นนักวิทยาศาสตร์การแพทย์คนแรกที่ทำการวิจัยและการ
 
ทดลองทางการแพทย์ โดยการศึกษาจากสัตว์ทดลองแล้วนำมาประยุกต์กับกรณีของมนุษย์
 
 
                     กาเลนเสนอแนวคิดว่า การที่คนเราป่วยทางจิตเนี่ย มีสาเหตุมาจากทางจิตใจมากกว่า
 
ร่างกาย  วิธีของกาเลนนำไปสู่การสร้างเครื่องมือทางการแพทย์ และการศึกษาพฤติกรรมอย่าง
 
เป็นระบบในเชิงวิทยาศาสตร์  แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ.. ความคิดและแนวปฏิบัติของเขาก็ต้องเผชิญ
 
กับมรสุมทางความคิด    ในช่วงยุคกลาง (Middle Age) ซึ่งความเชื่อเรื่องการป่วยทางจิตนั้น
 
กลับไปสู่จุดเริ่มต้น
 
 
 
(อีกแล้วเหรอวะ?..)
 
                                     นั่นคือ สาเหตุมาจากภูติผีปีศาจ โชคลาง และไสยศาสตร์อีกครั้ง...
 
 
...
 
...
 
 
 
....
 
 
 
.....
 
 
ฮ่วยยยยยยยยย มนุษย์.. ชอบกลับไปสู่จุดเริ่มต้นตล๊อดดดดดด =_=  
 
 
 
 ใช่ว่าจะดีนะ..
 
ยังไงก็ตาม.. เรื่องราวยังไม่จบลงแค่นี้..
 
 
 
 
เข้าสู่ยุคกลาง.. (เค้าเรียกกันว่ายุคมืด) .. แล้วจะเป็นยังไงต่อไป
 
 
กลับมาคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เหมือนเดิมมั้ย?
 
 
แล้วกลับมาเมื่อไหร่?
 
 
 
เอนทรี่หน้ามีคำตอบให้ค่ะ ^__________________________^
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
 
ตอนต่อไปจะมาเล่าให้จบค่ะว่ายุคกลางเป็นยังไง
 
แล้วยุคสุดท้ายที่เรียกว่ายุคมนุษยธรรมนั้น มันกลับมาได้ยังไง
 
ใครเป็นคนพามันกลับมา...

 
มะรืนนี้เจอกันค่ะ ^___________________^
 
 
   
                      

I get mail, therefore I am.

posted on 12 May 2012 18:58 by just-a-lady  in PetitHappiness
 
 
 
 
 
เราได้จั่วหัวเอนทรี่ใหม่นี้มาจากผู้หญิงคนหนึ่ง
 
เธอใช้ชื่อ Username บนโลกออนไลน์ว่า rainboww
 
เธอเป็นสาวฟินแลนด์..
 
เราทราบข้อมูลของเธอแค่นี้จริงๆ..
 
แต่สิ่งที่เราทราบถัดจากนั้นมาก็คือ..
 
 
"เออ กูเป็นแบบนั้นจริงๆ"
 
*************************************************
 
 
 
วันนี้เป็นวันเสาร์,,
 
เป็นวันเสาร์ที่ต้องไปทำงาน..
 
กลับมาบ้านก็เปิดตู้รับจดหมายดูด้วยความเคยชิน
 
ไม่ได้คิดว่าในตู้จะมีจดหมายมาถึงเรา ถึงแม้ว่าจะแอบหวังบ้างก็เถอะ..
 
.. โดยปกติมันจะไม่มี..
 
แต่วันนี้ "มันมี" ..
 
 
 
 
โปสการ์ดถูกส่งมาจากน้องดิว,,สาวน้ิอยเอกซ์ทีนที่ใช้ชื่อว่า จับฉ่าย
 
เห็นปุ๊บก็นึกขึ้นได้ว่า..ดิวบอกว่าจะส่งโปสการ์ดแผ่นที่สองจากหัวหินมาให้..
 
พอเห็นโปสการ์ดปุ๊บก็นึกขึ้นได้ว่า..
 
ควรจะบ่นเรื่องโปสการ์ด+จดหมายบ้าง..
 
 
 
-----------------------------------------------------------------
 
สังคม(ที่เราเจอ)ในเอกซ์ทีนเราว่ามีความน่ารักอยู่เยอะพอสมควร
 
หลายคนเื้อื้อเฟื้อเผื่อแผ่
 
เราได้เขียนจดหมาย..ก็เพราะเพื่อน พี่ น้อง ในเอกซ์ทีนนี่แหละ
 
 
 
ด้วยความที่เป็นคนชอบเขียนจดหมายอยู่แล้ว
 
แต่หาคนเขียนด้วยไม่ได้ 55+
 
บังเอิญโคจรรอบตัวเองมาเจอคนชอบเขียนในนี้
 
 
 
ก็เลยเขียนหากันใหญ่เลย..
 
 
 
 
รุ่นแรกที่เขียนคุยกันเห็นจะเป็นพี่ดื้อ dP Artwork
 
ถัดมาก็ เก้
 
แล้วก็โปสการ์ดจากเฮียเด้ง
 
 
พี่ออม  Psych-ward-girl
 
พี่เอก 11th line
 
แล้วก็นี่เลย..แกงไตปลาสองกระปุกจากพี่เพรียว : )
 
หลังๆมานี่ก็ยังเขียนบ้างไม่เขียนบ้าง ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง
 
ตามแต่เวลาและโอกาส..
 
 
 
 
 
 
 
 
ล่าสุดตอนไปเกาะล้านก็ส่งไปหาน้องดิว
 
 
 
 
 
..
 
มันคือความสุขอย่างหนึ่ง
 
 
 
---------------------------------------------------------------------------
 
หลังจากหยิบโปสการ์ดเข้ามาในบ้านพร้อมกับความล้า
 
ก็คิดได้ว่า.. "เอาล่ะ.. อัพบล็อกซะทีเหอะมึง"
 
เข้าห้อง >> โยนกระเป๋าโน้ตบุค >> หยิบกล่องจดหมายเก่าๆมา >> ถ่ายรูป
 
 
 
 
..........................
 
รู้สึกได้ว่าจดหมายและโปสการ์ดหายไปหลายฉบับ
 
เนื่องจากว่าถูกเก็บอยู่ในตู้โชว์ที่บ้านที่สุพรรณ..
 
 
 
 
 
.................
 
(ปลวกแดกไปยังวะ?)..
 
 
--------------------------------------------------------------------------
 
 
 
เห็นโปสการ์ดและจดหมายเก่าๆเหล่านั้น..
 
ทำให้นึกขอบคุณและเป็นสุขในความทรงจำที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต
 
ดีใจที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับมิตรภาพดีๆจากคนที่ไม่เคยเห้นหน้าค่าตากันมาก่อน
 
ขอบคุณทุกคนจริงๆค่ะ : )
 
-----------------------------------------------------------------------
 
 
หลักจากนั้น..
 
นึกครึ้มอะไรไม่รู้..ถ่ายรูปเตรียมอัพบล็อกเสร็จ..
 
ก็ลองกดเสิร์ช Quote ที่เกียวกับจดหมายและโปสการ์ด
 
จิ้มไปจิ้มมาก็ไปบังเอิญเจอกับเวบ Postcrossing
 
เห็นชื่อปุ๊บก็สะดุดปั๊บ..เข้าไปอ่านๆอยู่ประมาณ 3 นาที
 
ก็เผลอตัวไปกด Sign Up เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หุหุ 8-)
 
 
 
 
-----------------------------------------------------------------------
 
เลยได้ภารกิจใหม่..
 
ส่งโปสการ์ด (หาใครก็ไม่รู้) 
 
เค้าให้โควต้าส่งทีละ 5 คน
 
เมื่อไหร่ก็ตามที่คนในจำนวน 5 คนนั้นได้รับแล้วก็เข้ามาลงทะเบียนว่า เค้าได้รับโปสการ์ดเราแล้ว
 
เราถึงจะมีสิทธิ์ขอที่อยู่ของคนต่อๆไป..
 
(โดยมันจะสุ่มมาให้เอง)
 
 
 
 
รอบนี้เราไ้ด้มา 5 ประเทศที่ไม่ซ้ำกันเลย 
 
 
 
* ญี่ปุ่น
* อเมริกา
* เนเธอร์แลนด์
* โปแลนด์
* ไต้หวัน
 
 
 
 
....
 
ตอนนี้ก็รอหาโปสการ์ดสวยๆแล้วก็ไปส่งไปรษณีย์.
 
จากนั้นก็.. รอ..รอ..รอ
 
 
ว่าเค้าจะได้รับรึยัง..
 
มันคงรู้สึกแปลกใจและดีใจพิลึก..
 
ที่อยู่ๆก็ได้โปสการ์ดจากใครก็ไม่รู้
 
แถมร่อนมาจากต่างประเทศอีกต่างหาก ^__^
 
 
 
 
--------------------------------------------------------------------
 
 
ถ้าอยากรู้ว่ามันจะเป็นยังไงก็คงต้องลองไปสมัครแล้วก็ลองส่งกันเอง..
 
วันดีคืนดีอาจจะมีโปสการ์ดจากพิกัดไหนในโลกที่คุณไม่คาดคิด..
 
เดินทางมายังบ้านคุณก็ได้..
 
 
 
 
 
 
"To send a letter is a good way to go somewhere
without moving anything but your heart."
:: Phyllis Theroux
 
 
 
 
ป.ล. ถั่วงอกจ๋า,, เค้าอัพบล็อกแล้วนะ.. ขอบคุณที่รออ่าน

มาดันบล็อกค่า..มาดันบล็อก

posted on 08 May 2012 08:14 by just-a-lady  directory Diary
 
 
 
 
 
 
 
 
หลังจากเมื่อสักพักนึง..
 
สักประมาณอาทิตย์นึงเห็นจะได้..ใช่มั้ย?
 
 
 
 
 
ปุ่นมาอัพบล็อกที่ไปเดินทัวร์หฤโหดกะอีตาจิ๊บมา
 
เมื่อคืนอิตาจิ๊บเค้าอัพบล็อกเรียบร้อยแล้ว
 
 
 
..
 
 
 
ก็เลยอยากชวนพ่อคนสวยแม่คนหล่อ..(เอ๊?Laughing ใช่ป่ะ..ไม่ใช่สิเนอะ)
 
 
 
 
เอาเป็นว่า.. ก็เลยอยากชวนที่รักทุกท่านนน
 
ที่เป็นทั้งขาประจำและขาจร..
 
ไปอ่านบล็อกคุณจิ๊บเค้า..
 
 
 
 
 
จะได้เห็นมุมมองอื่นๆจากการเล่าเรื่องเดียวกัน
 
อ่านไปแล้วจะกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกันรึเปล่า..ปุ่นไม่รู้
 
เพราะต้นเรื่องมันก็มาจากสถานการณ์เดียวกัน..
 
ผู้ร่วมสถานการณ์เดียวกัน..
 
 
 
 
 
 
" TWO SIDE OF THE SAME COIN. "
 
 
 
 
 
ถ้าอยากรู้.. จิ้มเลยค่ะ ^_^
 
แต่ถ้ายังไม่ได้อ่านบล็อกปุ่น .. จิ้มโลดดดดด
 
 
 
 
 
 
ความเดินตอนที่แล้ว จำได้เราเคยร๊ากกันน,,~ 
 
แอ๊ะ,,!!! นังมั่ว นั่นมันเนื้อเพลงงง -_-"
 
คืองี้.. เมื่อคราวที่แล้วอุตริบอกไว้ว่า..
 
 
 
 
 
" วันนี้ไปก่อนล่ะค่ะ เดี๋ยวครั้งต่อไปจะมาอัพ ทริปเดินในกรุง กะ คุณจิ๊บ เฮียแปด 
หนุ่มในเอกซ์ทีนนี่เอง ฮ่าๆๆๆๆๆ
 
เส้นทางที่เดินเริ่มต้นจากเยาวราช >> สะพานพุทธ >> ร้าน Too fast to sleep(จามจุรีสแควร์) .."
 
 
 
 
ไหนๆก็ไหนๆ,, วันนี้เหนื่อยจากการเล่นน้ำเล่นไพ่ที่เกาะล้านแล้ว
 
ก็มาอัพเอนทรี่ใหม่ให้มันสลบคาคอมกันไปเลยว๊อยยยย,,, แอร๊ย~
 
 
-------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
 
อันนี้ต้องบอกเกริ่นๆไว้ก่อนเลยว่า
 
ถ้าใครแวะเวียนมาอ่านบล็อกของปุ่นได้สักพัก..
 
จะรู้ว่าปุ่นชอบเที่ยว..
 
และที่สำคัญ,, คนที่คิดจะเที่ยวกับปุ่นต้อง "อดทน"
 
..แน่นอน "ถ้าไม่เดินไกล ก็ต้องได้หลง"
 
ดูเหมือนจะเป็น concept ของปุ่นไปโดยปริยาย..
 
 
 
---------------------------------------------------------------------------
 
คราวนี้ก็อีก.. เหยื่อดิฉัันไม่ใกล้ไม่ไกล
 
พ่อหนุ่ม Exteen ดีกรีนักศึกษาบัญชี ธรรมศาสตร์...
 
 คุณจิ๊บ เฮียแปด เจ้าของ "เฮียแปด แฮดติง" นี่เองงงงงงง
 
(หลายคนถามว่า.. "แล้วมันเป็นใครวะ?")
 
เอาเป็นว่า ปล่อยผ่านไป,, มาสนใจว่าเที่ยวแล้วได้อะไร? กันดีกว่าาาา...
 
----------------------------------------------------------------------------
 
 
... เมื่อช่วงราวๆต้นอาทิตย์ที่แล้ว ..
 
ขณะคุย Gtalk กะอีตาคุณจิ๊บก็นึกพิลึกพิลั่นอยากชวนไป"เดินเล่น"กัน
 
ปรากฎว่า,, ผู้ชายเดี๋ยวนี้ใจง่าย..ใครชวนไปไหนก็ไป
 
เลยกลายเป็นว่า วันพุธที่ 25 เมษายน เราจะนัดเจอกันตอน 15.00 น.
 
แล้วไปดูหนังเรื่อง Salmon fishingin the Yemen รอบ 18.05 น. กัน..
 
ที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ.. (ใกล้ๆที่ทำงานอิชั้น ฮิฮิ)
 
 
 
...
 
...
 
 
 
..
 
พอได้เวลาวันพุธมาถึง..
 
 
15.00 น. เป๊ะๆ..     ยังไม่มีใครถึง Central แจ้งวัฒนะสักคน 5555+
 
เหตุผลเดิมๆ "รถติด" ..
 
 
ถัดจากเวลานัดมาประมาณ 10 นาที..
 
เราเจอกันที่หน้าประตูเซ็นทรัล :))
 
ความรู้สึกแว่บแรกคือ,, เออ เนี่ยแหละจิ๊บ จิ๊บเดียวกะที่เห็นในเฟซบุคนั่นแหละ
 
(ก็แหงสิวะ,, คนเดียวกัน!!! เอ๊อะ..อินี่ยังไง -_-')
 
--------------------------------------------------------------------
 
 
เนื่องด้วยประเด็นมันอยู่ที่การดูหนัง..
 
ดังนั้น เจอหน้าจิ๊บปุ่น..อิฉันก็บ่นเลยค่ะว่า "หิวอะจิ๊บ.." =_='
 
( คือเราเป็นยังไงก็เป็นอย่างงั้น,, อย่าไปเก๊ก
 
หิวก็บอกว่าหิว.. สาวๆบางคนนี่.. โอ๊ยยยย นัดไปดูหนังกะหนุ่มหน่อยนึงนี่ไม่ได้
 
เค้าถามว่า หิวอะไรมั้ย? สาวเจ้าก็ตอบว่า "อ๋อ,,ไม่ค่ะ ไม่ค่อยกินอะไรเยอะ"
 
โถ,, นังพะโล้  แกจะเก๊กทำไมวะ ..อีกไม่กี่เดือนพอแกสนิทกะมัน
 
แกก็กินเยอะ (อาจจะเยอะมากกว่าวันปกติด้วยซ้ำ) อยู่ีดี,, 555+
 
เป็นตัวของตัวเองเถอะ.. นัดไปดูหนังเฉยๆไม่ใช่เหรอ ไม่ได้นัดเดท =_=' ) 
 
 
 
อ่ะๆ,, นอกเรื่อง.. ถึงไหนแล้ว (วะ) เดี๋ยวขอย้อนกลับไปดูแปบ..
 
..
 
..
 
 
อ๋อ..ไปหาของกิน : )
 
เออใช่ๆ พูดถึงของกิน..
 
แนะนำนะคะ ถ้าผ่านไปเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ 
 
ให้แวะไปกินก๋วยจั๊บที่ food court ชื่อร้าน "ก๋วยจั๊บสามทุ่ม"
 
(รู้สึกเหมือนเค้าจะออกรายการอะไรก็ไม่รู้ด้วยแหละ)
 
คือก๋วยจั๊บอร่อยโดยไม่ต้องปรุง (หรือปุ่นเป็นคนไม่ปรุงเองก็ไม่รู้)
 
เครื่องใส่ให้เยอะมากเมื่อเทียบกับราคา 35 บาท(เมืองกรุง)เนี่ย >,<
 
(เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู,, เพราะฉะนั้น.. ไป-ชิม-เอง 555+)
 
---------------------------------------------------------------------------
 
 
 
หลังจากจบมื้อกลางวัน(ตอนบ่ายสาม) ไปเรียบร้อย,,
 
ยังไม่ถึงเวลาหนัง ฉะนั้น,, ไปสเวนเซ่นต่อ 555555+
 
(ไม่อ้วนก็ให้มันรู้ไป๊!!!~)
 
แล้วก็ได้อันนี้มา.. 
 
 
 
กินไปเมาท์ไปจนได้เวลาหนัง(เกือบ)ฉาย,,
 
ถึงได้ยุรยาตไปที่โรง...
 
.. จะไม่บอกว่าหนังเป็นยังไง
 
ถ้าอยากรู้คงต้องให้ "เก้" เป็นคนให้เกรด : )
 
เอาเป็นว่า พอออกจากโรงหนัง..ก็ได้ Quote นี้ติดไม้ติดมือมา
 
"When the time's come, you will know."
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
ออกจากโรงหนังก็ประมาณสองทุ่มครึ่งเห็นจะได้
 
ทีนี้คือว่า ช่วงที่นัดมาดูหนังกัน
 
จิ๊บเค้าก็บอกอยู่แล้วว่าเค้ามีแพลนจะไปเยาวราช สำเพ็ง และก็ Too fast to sleep
 
ตอนเ้ช้าเค้าค่อยกลับหอ.. 
 
ไอ้เราก็นึกในใจแล้วว่า "เออ,, อยากไปว่ะ ไม่เคยเดินกทม.ตอนกลางคืน"
(หมายถึงเดินยันเช้าน่ะนะ)
 
แต่ก็ไม่อยากบอกว่า เออ เราจะไปด้วย,, กลัวเอาเข้าจริงร่างกายไม่พร้อม
 
 
 
..... แต่พอก่อนเข้าโรงหนัง
 
นึกครึ้มยังไงไม่รู้.. ก็ถามจิ๊บไปว่า เออ ตกลงแกจะไปไหนต่อเนี่ย
 
จิ๊บก็เล่าไปตามแพลนเดิม,, ก็เลยว่า โอเค ,, งั้นชั้นไปด้วย!!~
 
55555+   .. นี่แหละ..ผู้หญิงคนนี้ "นึกจะทำก็ทำ นึกจะไปก็ไป"
 
เพราะฉะนั้น,, พอดูหนังจบปุ๊บ..ก็เดินไปเดินมาว่าจะเอาไงดี (วะ) ไปไหนก่อนดี
 
เลยไปจบตรงที่ว่า ไปอนุสาวรีย์ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวค่อยนึก
 
เพราะว่ายังไงตรงนั้นมันเหมือนเป็นศูนย์กลาง..จะนั่งรถไปไหนก็ได้
 
  ..................
 
 
 
ไปถึงอนุสาวรีย์ก็สามทุ่มกว่าๆ ..เดินเล่นแถวเซ็นจูรี่ฆ่าเวลา
 
ได้ต้นไม้มาคนละต้น
 
(คืออันที่จริงเราอยากได้สองต้น แต่ไม่อยากเลี้ยงสองต้น
เลยให้จิ๊บเลี้ยงอีกต้นนึง ^"^ แหะๆ แบ่งกันคนละต้น)
 
อันนี้ต้นไม้เรา
 
 
 
 
เดินไปเดินมาแถวเซ็นเตอร์วัน,, จนเวลามันล่วงเลยไปประมาณ 22.15น.
 
ก็คิดว่า..เออ ไปเยาวราชเหอะ..
 
 
 
 
ปุ่น:: แล้วไอ้เยาวราชนี่มันไปยังไงวะ ไม่เคยนั่งรถเมล์ไป นั่งแต่แท็กซี่
 
จิ๊บ:: แปบนะ .. (ว่าแล้วก็โทรศัพท์หาใครไม่รู้).. เค้าบอกว่า ให้นั่งรถเมล์หน้าเซ็นเตอร์วัน
        นั่งสาย 542 กับ 539 (ใช่ป่าววะจิ๊บ? ฉันลืม)
 
 
 
 
... อ่ะๆ ไปๆ ทั้งที่ยังงงๆว่า มันจะมีมั้ยวะเนี่ย..
 
สุดท้ายก็งงว่าทำไมมันไม่เห็นมีรถเลยวะ?..
 
งั้นขึ้นไปเดินบนที่สูงดีกว่ามั้ย จะได้ดูชัดๆ,,
 
 
 
... สิบห้านาทีผ่านไปรู้สึกว่ามองหาอิรถสองสายนั่นไม่เจอสักที เอาไงดีวะเนี่ย =_=
 
นึกขึ้นมาได้เลยถามจิ๊บว่า..
 
               "เฮ้ย,, รถมันหมดกี่โมงวะ?"
 
 
 
 
ว่าแล้วคุณเธอก็ควักโทรศัพท์ออกมาค้นหาตารางการเดินรถ..
 
สองนาทีผ่านไปก็ได้ความว่า .. "รถหมดสี่ทุ่มอะพี่"..
 
แหงะมือขึ้นมองนาฬิกาก็เข้าใจ.. "22.28 น."
 
             ... แท็กซี่แล้วล่ะ .. 55555+
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
 
พอถึงเยาวราช,, เค้าก็ปล่อยเราลงตรงหน้า ATM กรุงไทย+ออมสิน..
 
คราวนี้ก็ตะลุยเดินแ้ล้วล่ะค่า..
 
ระหว่างทางโดนจิ๊บยั่วตลอดเลย..ด้วยคำว่า
 
                                                                  "กิน..มั้ยพี่"..
 
ปัดโธ๊!!!! กินมาเยอะแล้วนะว๊อยยยย อ้วนน่ะอ้วนนนนนนน!!!!
 
เดินวนไปวนมา จนสุดท้ายก็มาแวะที่ร้าน "ปลากริมไข่เต่า" ของโปรดอิชั้น >,<
 
ปลากริมไข่เต่าร้านนี้อยู่ตรงหน้าห้างทอง.. เอ่อ.. อะไรหลีๆวะ ..
 
เซ่งเฮงหลีมั้ง,, ถ้าจำไม่ผิดนะ
 
คือถ้าคนไม่ชอบกินหวาน แนะนำเลยร้านนี้ อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกก >,,,<
 
 
 
แต่นั่งกินปลากริมเฉยๆไม่ได้นะ
 
จะมีอีป้าหน้าเหวี่ยงคนนึง  เดินมาถามอะไรก็ไม่รู้..ไม่เข้าใจ
 
สุดท้ายจิ๊บต้องสั่งก๋วยจั๊บอีป้าแกกินไป.. ถามว่า "อร่อยไหม?" ไม่รู้ ต้องถามจิ๊บ..
 
นั่งไปสักแป๊บ มีอแปะคนนึงแกเดินมา พร้อมกับสีซอ (เหมือนซอจีนอะ)
 
แล้วก็มาหยุดที่โต๊ะเรานานมาก แกสีเพลง "เถียนมีมี" ..
 
แล้วสุดท้ายจิ๊บก็ต้องควักตังค์ต่าเถียนมีมีให้แกไป ,, เหอๆๆๆ
 
----------------------------------------------------------------------------------
 
 
ออกจากร้านปลากริม..คิดว่าจิ๊บจะอิ่มเหรอ? ไม่,, 
 
อาเสี่ยมอโตครอสใช้แรงในการเดินเยอะ 555+
 
ว่าแล้วจิ๊บก็ไปฟาดเกี๊ยวต่ออีกร้านนึง 
 
ทั้งที่เพิ่งกินปลากริมและก๋วยจั๊บจากร้านเดิมมา โฮะๆๆๆ,,,
 
เราก็ได้แต่นั่งมอง,,, เห็นน้องมีความสุขกินอิ่มพี่ก็ดีใจ 55555555555555+
 
---------------------------------------------------------------------------------
 
 
กินอิ่มแล้วไปไหนต่อ? ..อ่ะ ปัญหาเิกิดอีกแล้ว..
 
จิ๊บ:: ไปสะพานพุทธมั้ยพี่?
ปุ่น::ไปยังไงอะ? 
จิ๊บ:: แปบบนะ... (จิ้มโทรศัพท์อีกแล้ว.. รอ..รอ..)  อ่อ เค้าบอกว่าอยู่ห่างจากนี่แค่สองกิโลเองอะ
ปุ่น:: เออ ไปดิไป,,
จิ๊บ:: ไปยังไง?
ปุ่น:: "เดิน!!!!!"
 
..
 
ว่าแล้วก็เดิน.. 
 
เดิน..
 
เดิน.. 
 
เดินไปได้ประมาณสองกิโลละ.. ทำไมไม่ถึงวะ?
 
 
"จิ๊บ,, เช็คดิ๊"
"พี่ดูหน่อย..จิ๊บไม่เข้าใจ".. ตึงงงงงงงงงงงง !!! แกช่วยชั้นได้มาก
 
 
 
หลังจากโปรเฟสเซอร์ปุ่นอ่านแล้วก็พบว่า ..เดินผิดทาง.. =_=
 
(จะมีครั้งไหนมั้ยที่เดินแล้วไม่เจออุปสรรคเี่นี่ย..)
 
 
ก็เดินย้อนกลับไป,, เดินไปก็ต้องคอยดู GPS ไป..
 
เอาเข้าจริง เทคโนโลยีมันก็พอกล้อมแกล้มช่วยเหลือเราได้ยามวิกฤตนะ
 
เพราะคืนนั้นถ้าไม่ได้ GPS ในโทรศัพท์จิ๊บ, ก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปถึงฉะเชิงเทรารึเปล่า..
 
.-----------------------------------------------------------------------------
 
 
 
หลังจากเดินหลบฝูงหมาหลายฝูง,, ก็มาถึงสะพานพุทธจนได้
 
...
 
เดินเล่น ซื้อน้ำไปนั่งกินบนสะพาน.. นั่งคุยกันเรื่อยเปื่อย..
 
ลมมันก็เย็นดีแฮะ.. (ไม่ใช่ริดสีดวงนะยะ  =_=)
 
 
 
 
(ทำไมคลิปต้องหยุดที่ช็อตนี้ T_T)
.....
 
คุยกันต่ออีกสักพักใหญ่ๆ
 
.. นั่งมองนาฬิกาก็ประมาณเที่ยงคืนกว่าเห็นจะได้,, ทำยังไงต่อไปดี?
 
ปุ่น:: จิ๊บ,,เอาไงต่อ ไปไหนอะทีนี้
จิ๊บ:: ไป Too fast to sleep กันเถอะ
ปุ่น :: ไปยังไง (วะ)
จิ๊บ :: แปบบนะ ..(มันเช็คอีกแล้ว... 555+) ก็อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณ 4.4 km
ปุ่น :: ป่ะ,, เดิน!!!!!!
 
 
 
สรุปว่าก็ต้องเดินย้อนกลับไปทางเดิมอีก,, โอ๊ะ!! ไม่เจริญสายตาเลย
 
เสียงอาแปะเถียนมีมียังหลอนอยู่เลย..
 
แต่ก็,, ไปๆ
 
.. กว่าจะเดินเ้อ้อระเหยไป.. โน่นนนนนน ตีหนึ่งกว่ายังไม่ออกจากเยาวราชเลย
 
มัวแต่แวะสำเพ็ง 555+
 
กว่าจะออกจากสำเพ็งก็ประมาณตีสองเห็นจะได้..
 
..เดินไป..ดูแผนที่ไป..
 
 
 
 
ยิ่งดึกยิ่งรั่ว -_-'
 
รู้สึกว่าตัวเองพูดอะไรไปเยอะ..จำไม่ได้ รู้แต่ว่า "รั่ว.."
 
... 
 
ณ ขณะที่เดินผ่านตู้โทรศัพท์
 
 
คือไม่ใช่ตู้นี้นะ..แต่อารมณ์ประมาณนี้
 
ยามวิกาล ตู้โทรศัพท์มีแสงไฟลอดมาจากด้านบน..
 
คนสองคนเดินผ่านตู้.. แล้วฉันก็พูดขึ้นว่า
 
ปุ่น:: จิ๊บ,, ตู้เนี่ย ลองเข้าไปยืนดูดิ
จิ๊บ:: ทำไมอะ?
ปุ่น:: ถ้าแกเข้าไปยืนปุ๊บนะ..มันจะวาร์ปปปป แล้วแกจะแปลงร่างเป็นเอเลี่ยน..
จิ๊บ:: ..... (เสี่ยงแมงหวี่้ห้าวิ..แล้วระเบิดเสียงหัวเราะ).. ผมว่าพี่เบลอแล้วล่ะ.. 555+
 
 
...
 
..
 
ยัง..ฉันยังไม่เลิก.. เดินไปอีกสักพัก.. คราวนี้เจอเป็นตู้ใหญ่ มีสามเครื่อง
 
อารมณ์เดิมเลย มีแสงไฟลอดมาเครื่องละดวง
 
 
..
ปุ่น:: (สะกิดแขนจิ๊บ..) จิ๊บๆๆ (ทำเสียงตื่นเต้น)
จิ๊บ:: ห๊า,,อะไรเหรอ?
ปุ่น:: นี่ไงๆ ตู้นี้มีสามอัน ถ้าเข้าไปสามคน ก็ออกมากลายเป็นเอเลียนสามตัว
จิ๊บ:: 555555555555555555555555555!! อาการพี่ไม่ไหวแล้วนะ ผมว่าพี่รั่วมากอะ
ปุ่น:: ฉันว่าฉันปกตินะ.. 
 
 
 
...
 
แม่งูเอ๋ย เดินไปทางไหน.. เดินไปทางซ้าย..เดินไปก็เดินมา โว๊ะ!!! มันใช่ที่ไหนกันเล่า
 
เพลงเค้าร้องคนละเรื่องเลย =_='
 
ก็เดินไปจนรู้สึกว่าไกลมาก เมื่อยมาก T^T เมื่อไหร่จะถึงวะเนี่ยยยยยยยยย
 
"จิ๊บ!!! เอาโทรศัพท์มาดูดิ๊ว่าอีกไกลไหม อยากนั่งแล้วนะ"
 
.... "อีก 600 m. คร๊าบบบบ"
 
..เฮ่อ.. สักทีเหอะ..
 
 
 
...........
พอใกล้จะถึง มันจะเจอแยกใหญ่ๆ ที่มี MRT ด้วยอะ
 
แล้วคือมันมืดไง ตอนนั้นเบลอ ไม่รู้เรื่องหรอก
 
รู้แค่ว่าต้องเดินตรงข้ามถนนไป
 
แล้วเห็นไฟแดงอีกฝั่งึงกำลังจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียว
 
ด้วยความที่ถนนมันกว้างมาก สมองเลยสั่งการให้พูดเสียงอันตื่นตระหนกว่า 
 
"จิ๊บ! วิ่ง!!!!!!!!!!!"
 
...
 
...
 
...
หนุ่มสาวสองคนตั้งหน้าตั้งตาวิ่งข้ามถนน แต่พอข้ามได้ประมาณ 3/4 ของถนน 
 
จิ๊บตะโกนถามว่า "พี่จะให้ผมวิ่งทำม๊ายยยย ,, รถมันไม่ได้มาทางนี้้้!!!!!"
 
ตึงงงงงง... =_= เอาอีกแล้วกู.. 
 
 
 
 
.. 55555555+
 
ขำกันจะตาย..ไม่ไหวๆ ท่าจะเบลอหนัก
 
สุดท้ายก็ข้ามถนนมาเสร็จ เดินมาอีกนิดก็เจอจนได้ : )
 
 
 
น้ำตาจะไหล..ถึงสักที...
 
เข้าไปปุ๊บก็ไปชั้นบน..
 
สั่งเอสเพรสโซ่มา 1 แก้ว 80 บาทถ้วน
 
 
....
 
...
 
เฮ่ออออ จะเป็นลม ได้นั่งพักแล้วค่อยยังชั่ว..
 
นั่งไปสักแป๊บ,, จิ๊บกินขนมอีกแล้ววววววววววววววววววว
 
 
ขนมอลูมิไรซ์ ( = ขนมอะไรไม่รู้)
 
แต่ว่ามันอร่อยมาก >,,,<
 
รสสัมผัสเยี่ยม.. มันเป็นแป้งแผ่นบางๆ เอาเข้าปากปุ๊บ ละลายบรึ๊งเลย..
 
....
 
 
 
 
 
 
หลังจากชื่อชมสถาปัตยกรรมในร้าน (อินี่ใช้คำเวอร์มาก!!!)
 
และแล้ว,, .. 
 
...
 
หนูไม่ไหวละค่ะ..
 
เมื่อยลูกตา..
 
.....  ลากันไปด้วยภาพนี้เลยละกัน ... 
 
 
 
ป.ล. เอนทรี่นี้โหดมา ทั้งรูป ทั้งเรื่อง ทั้งคลิป,,, โอ้วว เหนื่อยแทนคนอ่าน 5555+
ป.ล.2 ท้ายที่สุดก็อัพไม่เสร็จภาพในวันเดียว กะอัพตั้งกะเมื่อคืนวาน สรุปว่า
           "สลบคาคอมจริงๆ" 555+

edit @ 30 Apr 2012 11:19:27 by ' I'm E29AZA '