ความเดิมตอนที่แล้ว.. ไม่เล่า..อยากรู้ก็จิ้ม..
 
เริ่มเลยนะ.. เสียเวล่ำเวลาไปสวีทกะหนุ่ม 55555+
 
 
 
--------------------------------------------------------------------------------------------
 
..คราวนี้เข้าสู่ยุคกลางและยุคสมัย Renaissance..
 
                อย่างที่บอกคราวที่แล้วว่ายุคนี้เรียกอีกอย่างว่า "ยุคมืด" ความก้าวหน้าหามีไม่..
 
ความเชื่อย้อนกลับไปจุดเริ่มต้น!!!  
 
                กลับไปอีกแล้ว..กลับไปร่ายคาถา ร่ายเวทมนตร์ ทรมานต่างๆนาๆ ด้วยความเชื่อ
 
แบบเดิมๆ ,, อย่างว่า ทุกอย่างมักมีสองด้านเสมอ.. เพราะฉะนั้น มันก็จะมีคนแบ่งออกเป็นสองพวก
 
พวกหนึ่งทรมานทุบตีทำนู่นนี่เหมือนเดิม.. แต่อีกพวกหนึ่งเป็นชาวคริสต์ ที่ตระหนักในภาระหน้าที่ตน
 
ที่้ต้องดูแลคนยากจน ผู้ที่พิการหรือมีความบกพร่อง ดังนั้น คนพวกนี้จึงเป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดแนวคิด
 
การปฏิบัติกับผู้ป่วยในเชิงมนุษยธรรมขึ้นมา และด้วยแนวคิดนี้ ทำให้หลายประเทศในยุโรป ได้ก่อตั้ง
 
บ้านพักสำหรับผู้ป่วยอนาถา หรือคนไร้ญาติได้มาพักอาศัย ผู้ป่วยทางจิตก็ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น
 
 
 
แต่แล้วบ้านพักสำหรับคนอนาถาเหล่านี้ก็กลายสภาพเป็นที่คุมขังไปซะงั้น โดยที่
 
คุมขังที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นคือ The Hospital of St. Mary of Bethleham ในกรุงลอนดอน
 
ซึ่งตอนแรกที่ก่อตั้งก็ดีๆอยู่หรอก ไปๆมาๆก็มีปัญหา ชื่อเสียงไม่ดี คนเลยเรียกว่า Bedlam
 
ไปซะงั้น (เลียนแบบ Bethlehem แต่อันนี้หมายถึง การไร้มนุษยธรรมของสถานที่นี้)
 
 
 
 
การทำลายระบบความคิดใหม่ในช่วงปี ค.ศ.1700
 
ช่วงค.ศ.ที่18 เป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในสังคมของยุโรป 
 
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยก็คือการดูแลผู้ป่วยทางจิต เหอะๆ ผู้ป่วยเหล่านั้นยังคงอยู่ในคุก
 
ได้รับการดูแลไม่ต่างจากสัตว์  สภาพความเป็นอยู่น่าสังเวชยิ่งกว่าคนอนาถา ผู้ป่วยต้องอาศัย
 
อยู่ในความมืด ที่แคบ หนาวเหน็บ และสกปรก ถูกมัดอยู่กับเตียงที่ทำจากฟาง อบอวลไปด้วย
 
กลิ่นอุจจาระปัสสาวะของตน..
 
 
 
  ที่เป็นแบบนี้เพราะความเชื่อที่ว่าผู้ป่วยสามารถทนต่อความร้อน ความหนาว และกลิ่นเหม็นได้
 
(มึงมาเป็นเองมั่งมั้ย!! เวรกรรมจริงๆมนุษย์ ..)
 
 
 
งจะพอเห็นภาพที่กลับไปสู่ความย่ำแย่ (เหมือนจะแย่กว่าเดิมอีกด้วย).. แต่แน่นอน
 
พระเอกขี่มาขาวยังมีอยู่.. ผู้นำที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ Vincenzo Chiarugi (1759 - 1820)
 
คุณคนนี้เค้าเป็นผอ.โรงพยาบาลจิตเวชในฟลอเรนซ์ ซึ่งเข้ามาควบคุมกิจการโรงพยาบาล
 
และทำให้มันดีขึ้น ภายในระยะเวลา 1 ปี เขาสามารถตัดสภาพแวดล้อมที่สกปรก ตัดการทรมาน
 
และัจัดกิจกรรมที่ผ่อนคลายให้แก่ผู้ป่วย แถมยังเขียนบทความเผยแพร่แนวคิดของตัวเองด้วย
 
ซึ่งแน่นอนว่า..มันได้รับการยอมรับ ^_^
 
 
 
อกจากคุณชิอารุจีแล้ว..ก็ยังมีตัวเอกของเรื่องอีก นั่นคือ ฟิลิป พิเนล (Phillippe Pinel)
 
ซึ่งมีอาชีพเป็นจิตแพทย์ และต้องเผชิญกับสภาพเลวร้ายคล้ายๆชิอารุจี และที่น่าสะเทือนใจที่สุด
 
คือเพื่อนของท่านคนหนึ่งเป็นโรคจิต แล้วได้รับการรักษาด้วยการเฆี่ยนตีและการทรมานต่างๆ
 
จนต้องหนีเตลิดเข้าป่าไป แล้วถูกสุนัขป่ากัดตายในที่สุด.. 
 
 
 
หลังจากเหตุการณ์นั้น คุณหมอพิเนลจึงคิดว่าถ้าทำการรักษาผู้ป่วยด้วยการปฏิบัติกับ
 
ผู้ป่วยอย่างมีศีลธรรม สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีการกักขังทรมาน ผู้ป่วยคงมีโอกาสรักษาหาย
 
จึงไปขออนุญาตต่อคณะปฏิวัติฝรั่งเศส เพื่อถอดโซ่ตรวนและปลดปล่อยผู้ป่วยโรคจิต 
 
ซึ่งการทำเช่นนี้อาจเป็นอันตรายต่อพิเนลได้ เพราะว่า ถ้าหากปล่อยไปแล้วผู้ป่วยคลุ้มคลั่งขึ้นมา
 
พิเนลจะต้องถูกประหารชีวิต..
 
 
 
 
แน่นอน.. ปาฏิหาริย์มีจริง..
 
 
 
ไม่เพียงแต่ผู้ป่วยไม่คลุ้มคลั่งแล้ว ผู้ป่วยในโรงพยาบาล La Bicetre ทั้ง 53 คน ยังก้มลงกราบ
 
และกอดพิเนลด้วยความรักและประทับใจในตัวพิเนลอีกด้วย ในโรงพยาบาลเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
 
เสียงหัวเราะอย่างมีความสุข ซึ่งต่อมา พิเนลเรียกวิธีนี้ว่า moral therapy คือ การปฏิบัติต่อผู้ป่วย
 
อย่างมีศีลธรรม มีเมตตา การกระทำของคุณหมอพิเนล ทำให้ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงการดูแล
 
ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
 
 
คนสำคัญอีกคนหนึ่งคือ Clifford Beers (1819 - 1043) ซึ่งแต่เดิมเป็นนักศึกษาของ
 
มหาวิทยาลัยเยล โดยหลังจากเรียนจบไป 3 ปีแล้ว เขาป่วยด้วยอาการโรคจิต ในระหว่างที่ป่วยนั้น
 
เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในรัฐคอนเนคติกัท ติดต่อกันในระยะเวลา 3 ปี หลังจากที่หายป่วย
 
เขาได้เขียนหนังสือ ชื่อ A mind that found itself: an autobiography ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1908
 
โดยเขาบรรยายถึงสภาพการรักษาด้วยวิธีทรมาน และพยายามกระตุ้นให้จิตแพทย์และนักจิตวิทยา
 
เปลี่ยนวิธีการรักษาผู้ป่วยโดยใช้เมตตาแทน 
 
 
 
ต่อมา มีคนเห็นด้วยกับเขาเป็นจำนวนมาก หลายฝ่ายจึงช่วยกันกระตุ้นให้เกิด
 
การเปลี่ยนแปลง .. หลังจากนั้นเบียรส์ได้ร่วมงานกับ William James นักจิตวิทยาที่มี
 
ชื่อเสียง และ Adolf Myer จิตแพทย์ที่มีชื่อเสียงอีกท่าน โดยทั้งสามคนได้พัฒนาศัพท์
 
คำว่า สุขวิทยาจิต หรือ Mental Hygiene ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งคำๆนี้ก็ตรงกับคำว่า
 
Mental Health ค่ะ.. (แต่ปัจจุบันนี้รู้สึกจะเปลี่ยนไปใช้อีกคำแล้ว ปุ่นจำไม่ได้ว่าอะไร
 
แต่รู้สึกไม่ถูกจริต ชอบคำเดิมมากกว่า)
 
 
 
 
 
ค.ศ. 1800 - 1900 ทางเลือกใหม่ในการบำบัดพฤติกรรมอปกติ
 
นักเคลื่อนไหวด้านมนุษยธรรมเพื่อการดูแลผู้ป่วยทางจิต ซึ่งมีแกนนำทั้งในยุโรป
 
อังกฤษ และอเมริกา ได้ขยายวงกว้างมากขึ้น ทำใช้การบำบัดในเชิงมนุษยธรรมแพร่ไปทั่วโลก
 
นอกจากนี้ ในปี 1844 ได้มีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกิดขึ้นในอเมริกา นั่นคือ คณะผู้บริหาร
 
โรงพยาบาลจิตเวชจำนวน 13 แห่ง ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคม The American Association of Medical
 
Superintendents of American Institutions for Insane. ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น
 
The American Psychiatric Association หรือ สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน
 
 
 
โดยหลังจากนั้นหนึ่งปี ทางสมาคมได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับพยาธิสภาพและการบำบัด
 
ดูแลผู้ป่วยทางจิตออกเผยแพร่ ซึ่งผู้เขียนคือ William Greisinger ซึ่งเค้าเชื่อว่า สมองมีบทบาทใน
 
การเป็นสาเหตุของความผิดปกติทางจิต ไม่ใช่เรื่องของวิญญาณ ภูติผีปีศาจ
 
 
 
ต่อมา Emil Kraepelin จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ได้มีแนวคิดเกี่ยวกับอาการผิดปกติต่างๆ
 
ของสมอง และมีอิทธิพลในการวินิจฉัยโรคหลายชนิดในปัจจุบัน เช่น โรคจิตชนิดคลั่งสลับซึม
 
(maniac - depression) ผู้ป่วยมีอารมณ์สองแบบ (bipolar disorder) และแนวคิดเกี่ยวกับ 
 
dementia praecox ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า จิตเภท (Schizophrenia) นั่นเอง...
 
 
 
การบำบัดในยุคนี้มีการผสมผสานหลายสิ่งเข้าด้วยกัน ทั้งการทำจิตบำบัดตามแนวคิด
 
ของซิกมันด์ ฟรอยด์ การใช้ยา การบำบัดด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์  มีการใช้วิธีทางการแพทย์
 
จิตวิทยา และมนุษยธรรม นั่นคือ ให้ความรัก ความเข้าใจ และการยอมรับว่า ผู้ป่วยทางจิต
 
คือ ผู้ป่วยคนหนึ่งซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับการบำบัดให้หายจากโรคเหมือนผู้ป่วยทางกายค่ะ ^____^
 
 
 
--------------------------------------------------------------------------------------
 
 
ในต่างประเทศจบแล้ว.. แต่ในประเทศไทยยังไม่จบ 555+
 
 
มะรืนนี้จะมาเล่าประวัติสุขภาพจิตในประเทศไทยให้อ่านกันค่ะ
 
มีการบ้านมาฝากแหละ..
 
 
 
ถามว่า.. "บิดาแห่งจิตเวชศาสตร์และสุขภาพจิตของประเทศไทย" คือ ใคร???
 
ใครตอบถูกเป็นท่านแรก เราจะมีของฝากส่งไปให้ที่บ้าน ฮิฮิ..
 
 
ยังไม่บอกว่าอะไร แต่เสาร์ -อาทิตย์นี้ข้าพเจ้าจะไปเดินเที่ยวกะชาวเอกซ์ทีน(อีกแล้ว)
 
ของฝากจะได้มาจากการเดินไปเที่ยว 55555+
 
 
เป็นของเล็กๆน้อยๆ (จริงๆ 55+)  ..ตอบแทนที่รักและอยู่ด้วยกันมา ^_____^
 
 
คราวหน้าจะมาประกาศหาผู้โชคดีเด้อค่าาาาาาาา
 
 
 
ติดตามตอนต่อไป จุ๊บๆ ^3^,,

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่อย่างน้อยก็มาป่วยเอาในยุคนี้big smile

#16 By lunatic_girl on 2012-05-25 11:23

Hot! Hot! Hot! Hot!
สาระเต็มเอี้ยดดดด
big smile

#15 By I am DangerousFox on 2012-05-19 22:08

มันจะออกข้อสอบเหรอปุ่นศรี มึนโครตๆๆ question Hot!

#14 By ปิยะ99 on 2012-05-18 21:07

ยุคสมัยก่อนน่ากลัว
เพราะคนไม่รู้ ก็ทำให้กลัว สิ่งต่างๆ ที่ไม่รู้ว่าคืออะไร
จนทำร้ายใครต่อใครเพราะความไม่รู้ angry smile angry smile
Hot! Hot! Hot!

#13 By GOD on 2012-05-18 10:16

ว้า ถ้าเราตอบนายแพทย์ ฝน แสงสิงแก้ว ก็ซ้ำกะคุณจับฉ่ายอะดิ
งั้นเราขอตอบว่า มารค์ ซักเคอร์เบอร์ก ละกันนะฃ
สอง ฮ่าๆๆ
big smile open-mounthed smile confused smile Hot! Hot! Hot!
   

#12 By Nirankas on 2012-05-17 19:54

ใช่เลย ปาฏิหาริย์มีจริง
big smile

#11 By LittleDevil on 2012-05-17 18:14

ขอให้เที่ยวให้สนุกครับ

#10 By Live a Live on 2012-05-17 16:02

ยาวอ่ะ เดี๋ยวว่างกว่านี้จะมาอ่านต่อนะ

#9 By LungDeng on 2012-05-17 14:36

surprised smile Hot! big smile
กว่าจะหาวิธีรักษาที่ถูกต้อง ก็หลงทางกันไปมากนะ sad smile

#8 By บุรุษนิรนาม on 2012-05-17 06:11

"เสียเวล่ำเวลาไปสวีทกะหนุ่ม"

แหมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม๊


Hot! Hot!

#7 By อิสระรำพัน on 2012-05-17 04:30

ยุคกลางดีหน่อย ไม่น่ากลัวเหมือนยุคแรกๆ
แต่อ่านไปอ่านมา รู้สึกว่า อยู่ยุคปัจจุบันแหละเวิกที่สุดแล้วค่ะ

ปล.  ใช่ ศ.นพ.ฝน แสงสิงแก้ว  รึเปล่าเอ่ย ?
(ไปถามปู้เกิ้ลมา แต่ไม่รู้ว่าปู่จะโกหกรึเปล่า)

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By จับฉ่าย on 2012-05-17 03:53

ใช้ อ สงัน ป่ะ คำถามอ่ะ

#5 By วิหคสีคราม on 2012-05-16 22:21

Hot! Hot! Hot! Hot!

ผู้ป่วยทางจิตรักษาให้หายได้..

และเดี๋ยวนี้ วิวัฒนาการก้าวหน้าไปมาก..

โอกาสของผู้ป่วยนั้นก็มากตาม..

^^

ขอให้พวกเขาหายจากสิ่งที่กำลังเผชิญอย่างรวดเร็ว^^

อืม..

คำโปรยบล็อกข้างบนชัดเจนมาก..

สั้น ๆ แต่ตร๊งตรงนะ 555+^^

Happy Happy จ้าconfused smile
สาระแน่นตามเคยHot!

#3 By วิหคสีคราม on 2012-05-16 22:07

โอ้ว อยากรู้เนื้อหาเรื่องนี้มานานแล้วค่ะ ดีจริงๆที่มีคนเขียน ขอบคุณ จขบ นะค้าcry

#2 By なかの みどり on 2012-05-16 20:57

big smile open-mounthed smile confused smile Hot! Hot! Hot!

#1 By herepad on 2012-05-16 20:56