อย่างที่บอกไว้ใ คราวที่แล้ว    (จิ้มเลยถ้ายังไม่ได้อ่าน) 

 

ว่าจะมาเล่าเรื่องกาลิก อาบัติ แล้วก็การสวดอาราธนาพระธรรมให้ฟัง

 

ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองอัพบลอกไม่ทันใจมากๆเลย ฮ่าๆ มันมีเรื่องราวเยอะแยะ

 

........................................................

แถมวันนี้ (๒๗ เมษายน) รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นซุป’ตาร์ อีกด้วย ฮ่าๆๆ

ได้หนังสือฟรีมาตั้งสองเล่ม สิริราคารวมประมาณหกร้อยบาท เฮือกกก!!!

ไม่คิดไม่ฝันว่าจะเป็นบุญสมองได้ถึงเพียงนี้..

 

ความบังเอิญอยู่ที่ว่า เมื่อวานเราเพิ่งโหลดทศชาดกมาไว้อ่าน

 

 

ในขณะที่โหลดมาก็คิดว่า ถ้าได้แบบเป็นเล่มก็ดีสิ จะได้อ่านง่าย

 

 

แล้ววันนี้เราก็ได้ทศชาดกแบบเป็นเล่มๆมาครอบครอง กรี๊ดดดดดดดดดด>///<

พอๆ มาแบ่งความตื่นเต้นไว้แค่นี้..ฮ่าๆ เข้าเรื่องธรรมของเราดีกว่า..

 

 

ก่อนเข้าเรื่อง..ขอเพิ่มเติมจากคอมเมนท์ขอตูนๆ บลอกเกอร์ผู้มาเมนท์เป็นคนแรกของภาคแรกเลยค่ะ
(ขอบคุณที่ติดตาม //me กระซิกๆ)
ที่ตูนบอกว่า พระไตรปิฎก คือ คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ยังไม่ถูกเสียทั้งหมดจ้ะ

 

เพราะจริงๆแล้วพระไตรปิฎกเป็นทั้ง “คำสั่ง” และ “คำสอน”จ้ะ
คำสั่ง อยู่ใน พระวินัยปิฎก  ส่วน คำสอน อยู่ใน พระสุตตันตปิฎกจ้ะ

ส่วนพระอภิธรรมปิฎกนั้น ว่าด้วยเรื่องธรรมะล้วนๆ ไม่มีประวัติหรือเรื่องราวใดๆประกอบทั้งสิ้นจ้า ^^

..............................................................................

เอาเรื่องอะไรก่อนดีอ่ะ..เรื่องอาราธนาพระธรรมก่อนแล้วกันนะ

คือเรื่องมันเป็นอย่างงี้นะ..

เรารู้ว่าหลายคนคงเคยสวดมนต์บทอาราธนาธรรมกันมาใช่มั้ย

ถ้าเราเจอในหนังสือสวดมนต์เค้าจะเขียนไว้ว่า

      พฺรหฺมา  จ  โลกาธิปตี  สหมฺปติ

      กตฺอญฺชลี  อนฺธิวรํ  อยาจถ

      สนฺตีธ  สตฺตาปฺปรกฺขชาติกา

      เทเสตุ  ธมฺมํ  อนุกมฺปิมํ  ปชํ ฯ

 

ซึ่งมันมีส่วนที่ผิดหลักไวยากรณ์อยู่..

เดิมมันเป็นรุจิราคาถา (ผสมกับอินทรศักดิ์) แต่มีผู้หวังดีเปลี่ยนให้เป็นอินทรศักดิ์หมดเลย

 

 

แล้วเป็นยังไงน่ะเรอะ? แล้วมันก็เลยมีจดผิดอยู่สองจุด ซึ่งทำให้ความหมายของคำแปลมันเพี้ยนไงเธอ..

 

เพี้ยนยังไงน่ะเหรอ? ครูดนัยบอกว่า

 

1. คำว่า กตฺอญฺชลี  มันผิดแกรมม่า เพราะว่าแปลความไม่ได้ ซึ่งอันที่ถูกจะต้องเขียนว่า  กตญฺชลี  ซึ่งหมายถึง การไหว้(การทำอัญชลี)

2. คำว่า อนฺธิวรํ จะแปลว่า ผู้มืดบอดอย่างประเสริฐ  นั่นคือ อนฺธ หมายถึง มืดบอด แล้วก็ วรํ หมายถึง ประเสริฐ ซึ่งจริงๆ แล้วต้องใช้คำว่า อนธิวรํ  ซึ่งแปลว่าผู้ไม่มืดบอดอย่างประเสริฐ 

 

โอ้ววววว..นี่อิชั้นสวดมนต์ว่าร้ายพระพุทธองค์มาโดยตลอดเลยหรือ TvT

 

ซึ่งที่มันผิดๆอยู่นี้ มันเป็นมานานตั้งกะสมัยช่วงรัชกาลที่ ๕ ปู๊นนนนนนนน!!!


คือมันเริ่มผิดมาจากหนังสือมนต์พิธี..ทีนี้ก็พิมพ์กันไปพิมพ์กันมา

แล้วก็ไม่แก้ให้ถูก..= =’ แล้วเชื่อมั้ยเธอ

ขนาดในหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการยังผิดเล๊ยยยย

คราวนี้นะจ๊ะชาวพุทธทั้งหลาย..เมื่อเธอรับทราบเรื่องเหล่านี้แล้ว..

 

 

ขอจงนำไปเผยแพร่..แล้วก็ปรับความเข้าใจกันเสียใหม่

รวมทั้งกรุณาไปสวดกันใหม่ด้วยนะจ๊ะ
เพราะฉะนั้น..จากวันนี้เป็นต้นไป..พวกเธอทั้งหลายจะต้องท่องแบบนี้นะจ๊ะ

                 พฺรหฺมา  จ  โลกาธิปตี  สหมฺปติ

      กตญฺชลี  อนธิวรํ  อยาจถ

      สนฺตีธ  สตฺตาปฺปรกฺขชาติกา

      เทเสตุ  ธมฺมํ  อนุกมฺปิมํ  ปชํ ฯ

นะจ๊ะ จุ๊บๆ^3^



เรื่องแรกผ่านไปแล้วนะเคอะ.. มาเรื่องที่สอง เรื่องเกี่ยวกับอาบัติ
ในที่นี้จะพูดในประเด็นของ”พระธุดงค์”นะจ๊ะ..

 

เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีหลายรูปเหลือเกิน

ที่กล่าวอ้างว่า ตนเนี่ยเป็นพระในป่านะ เป็นพระธุดงค์มา

 

แล้วผลเป็นไงจ๊ะ? ชาวบ้านก็แห่ไปศรัทธาจ้า..
คิดกันไปว่า อู๊ยยย!! พระรูปนี้บุญเยอะ โหยเนี่ย เค้าไปยึดติดนะ เค้าไปธุดงค์มาด้วย โอ๊ยย ให้หวยแม่น

บลา บลา บลา สุดแล้วแต่สาธุชนทั้งหลายจะร่ำลือ = =’

 

ซึ่งอันที่จริงแล้วยังไงคะ?..

 

ทราบไว้ ณ ที่นี้เลยนะจ๊ะ ว่าจากการที่คุณครูดิฉันสอน และการค้นคว้าเพิ่มนิดหน่อยพบว่า

 

"ตามหลักพระวินัยมีว่า พระภิกษุบวชใหม่ ต้องอยู่กับพระอุปัชฌาย์ หรืออาจารย์

คือถือนิสัยอยู่ในการดูแลของท่านอย่างน้อย ๕ พรรษา เมื่อพ้น ๕ พรรษาแล้ว ถ้า

ไม่สามารถดูแลตัวเอง คือ ทรงจำพระธรรมวินัย  พระปาฏิโมกข์ไม่ได้  

ก็ต้องถือนิสัยอยู่กับพระอุปัชฌาย์หรือพระอาจารย์ไปเรื่อยๆ จนตลอดชีวิต   

ถ้าไม่ถือนิสัยต้องอาบัติ"  (prachern.s)


            และ  


"พระภิกษุ จะพ้นนิสัยได้ ต้องได้ พรรษา 5, ทรงจำทฺเวมาติกาได้คล่องปาก ขึ้นใจ, 

ทรงพระสูตรพันคาถา หรือ 4 ภาณวาระได้,ได้สูตรสำหรับแสดงในงาน 3, ได้สูตร

สำหรับเทศในวันพระ, และได้กถามรรคไว้สนทนาธรรม, ที่สำคัญ ต้องเข้าแนว

กรรมฐาน โดยนัยยะสมถะ หรือ วิปัสสนา อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง โดยต้อง

เข้าใจแนวตลอดสายจนถึงพระอรหันต์" (BudCoP)

 

ดังนั้นที่อาจารย์ดิฉันสรุปให้ฟังง่ายๆคือ พระภิกษุต้องถือนิสัยให้ครบห้าปีก่อน

แล้วก็ยังมีเงื่อนไขอื่นๆดังที่ว่าในการพิจารณาว่าออกธุดงค์ได้รึยัง??

 

 

 

            ถ้ายังไม่ผ่าน..

 

 

โฮะๆๆๆ  อาบัติทุกย่างก้าวจ่ะเธอออจ๋า

เธอธุดงค์จากสงขลามานครปฐมกี่ล้านก้าว เธอก็อาบัติเท่านั้นแหละจ้ะ..

 

 

ทีนี้นะจ๊ะ..ก่อนที่เธอจะไปหลงกลพวกหากินกับศาสนา..กรุณาพิจารณาให้เห็นแท้เสียก่อน

ว่าอะหยังมันคืออะหยังงงง!!!

ฮ่า... จบไปอีก หนึ่งเรื่อง..

 

 

ต่อมาจะพูดถึงเรื่อง”กาลิก ๔” นะจ๊ะ..

กาลิก ในทางพระวินัย หมายถึง สิ่งที่พึงกลืนกินให้ล่วงลำคอลงไปได้ 


ซึ่งมีกำหนดไว้ว่าพระท่านจะเก็บไว้ฉันได้ เฉพาะในเวลาที่กำหนดไว้ 


ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ

 

๑. ยาวกาลิก คือ ของที่พระสงฆ์เก็บไว้ได้ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงวัน 
ได้แก่ โภชนะ ๕  คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ นม เป็นต้น 



       ๒. ยามกาลิก คือของที่เก็บไว้ฉันได้ชั่วระยะเวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง 
ได้แก่ น้ำปานะหรือน้ำผลไม้ชนิดต่างๆ ที่ทรงอนุญาตไว้ 

**ขอย้ำว่า”นม” ไม่ได้อยู่ในประเภทนี้นะจ๊ะ

 

       ๓. สัตตาหกาลิก คือ ของที่เก็บไว้ฉันได้ภายใน ๗ วัน 
ได้แก่ เภสัช ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย

(เค้าถือว่าน้ำอ้อยหรือน้ำตาลสดเนี่ย ถ้าเก็บเกินเจ็ดวันไปมันจะกลายเป็น “น้ำตาลเมา” พระฉันไม่ได้จ้า)


        ๔. ยาวชิวิก คือ ของที่เก็บไว้ฉันได้ตลอดชีวิต ได้แก่ของที่ประกอบเป็นยาได้
เช่น ไทลินอล มูโคลิด ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น



ถ้าพระสงฆ์รับของแล้วไม่สละ(แจกให้ฆราวาส)เมื่อล่วงเวลาตามกาลิกแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

 

** อ๊ะๆ ถ้าเราถวายกาลิกแบบปนๆกัน พระวินัยใช้คำว่า “กาลิกระคนกัน” เช่น ถวายนมพร้อมไทลินอล เป็นต้น ให้ใช้อายุของกาลิกที่สั้นที่สุดเป็นหลัก ในกรณีนี้คือ “นม” ซึ่งมีอายุครึ่งวัน..
ดังนั้น ไทลินอลอันนั้นก็จะมีอายุครึ่งวันเช่นกันจ้ะ..

 

คราวหน้าถวายของก็แยกถวายนะจ๊ะ อย่าเอาไปรวมกัน :)

 

อ่า..ไอ้ที่ติดค้างไว้ก็เล่าหมดแล้วนะจ๊ะ..

คราวนี้จะขอเปิดตำราดูก่อนว่าเก็บตกอะไรมาอีกบ้าง..

 

 

ปิงป่องงงงง..

 

เราอยากให้ทุกคนลองไปอ่านเรื่องของ ทีฆนขะ ดูนะจ๊ะ แต่เราจะสรุปสั้นๆให้ฟังว่า

ทีฆนขะเนี่ย เค้าไปบอกพระพุทธเจ้าว่า “อะไรๆก็ไม่คู่ควรแก่ข้าพเจ้า”

พระพุทธเจ้าก็เลยบอกทีฆนขะว่า “ถ้างั้น ความคิดนี้ก็ไม่คู่ควรแก่ท่านเช่นกัน”

เป็นไง? Quote นี้ของพระพุทธองค์นี่ใช่ได้มั้ย? :)

 

 

..........................................................................................

คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องกรณีศึกษา พระอาบัติจากการเสพเมถุน ซึ่งการันตีว่าวิจิตรพิสดารเกินคาดเดาแน่ๆ

(อาจารย์บอกว่าพระไตรปิฎกนี้ก็มีเรื่องอีโรติกเยอะมาก ฮ่าๆ ทั้งเคสภิกษุและภิกษุณีเลยจ้ะ)

แล้วก็เรื่องที่มีคนบอกว่า พระพุทธเจ้าให้”ฆ่าพ่อฆ่าแม่” ทั้งที่การทำอนันตริยกรรมนั้นผิดบาปมหันต์ แท้จริงฆ่าพ่อฆ่าแม่คืออะไร ?  ทำไมพระต้องใช้จีวรสามผืน? คราวหน้ารู้กันจ้า.. โปรดติดตามตอนต่อไปนะจ๊ะ จุ๊บๆ

 

 

คำถามทิ้งท้าย   “การแปรงฟัน” ในพระไตรปิฎกเค้าเขียนว่าอย่างไร?  คราวหน้าจะมาเฉลย จ้า ^^

 

นอกจากนี้ยังเหลือเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับอินเดีย  ไตรลักษณ์ และปฏิจจสมุปบาทด้วยเน้ออออ..

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot! Hot!

big smile ดี จัง เลย ค่ะ big smile

#1 By lvl!SsC@t on 2011-04-30 20:16

Hot! Hot! Hot!

#2 By วิหคสีคราม on 2011-04-30 21:01

big smile big smile Hot!

#3 By ครูศวก on 2011-05-01 07:22

Hot! Hot! big smile

#4 By dP on 2011-05-01 13:10

confused smile

สาธุ

#5 By ღ。Nahmfonღ。 on 2011-05-01 13:22

ต้องขอชมเลยว่า "เขียนได้น่าอ่านมาก"

ประเด็นที่หยิบยกมาก็น่าสนใจ

จะติดตามต่อไปนะครับ big smile Hot!

#6 By kriangkrai on 2011-05-01 19:07

อ้อ.. ขอ add ด้วย..big smile

#7 By kriangkrai on 2011-05-01 19:07

ดูก่อนแม่เทพธิดาน้อย

พี่ก็เพิ่งลาสิกขาบทมาเมื่อเดือนเศษๆเองครับ
ดีใจที่ชีวิตนี้ได้บวช ถึงจะบวชช้าไปหน่อยก็ตามที่
ได้มีโอกาสไปบวชที่ต่างจังหวัด ที่วัดป่า จ.โคราช สายธรรมยุต ดีใจอีกแล้วครับที่ได้บวชสายธรรมยุต เพราะได้ปฏิบัติจริง บวชอยู่เดือนครึ่ง พอสึกออกมา รู้สึกว่าจะมีแต่สิ่งดีๆโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิตเยอะอย่างน่าอัศจรรย์ใจเลยครับ

ส่วนเรื่องปาฏิโมกข์นั้น สมัยพุทธกาลเค้ามีธรรมเนี่ยมให้ท่องทุกกลางเดือน ถ้าจำไม่ผิดนะ เพื่อพระสงฆ์ทั้งเก่าและใหม่จดจำศีล ๒๒๗ ได้ แต่หลักใหญ่ใจความของศีลก็คือ เพื่อให้พระสงฆ์สำรวมใน กาย วาจา ใจ ในเบื้องต้น เพื่อเอื้อต่อการเข้าถึง สมาธิ และปัญญา ต่อไป big smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#8 By บุรุษนิรนาม on 2011-05-01 21:06

confused smile confused smile confused smile
เรื่องพระๆเจ้าๆนี่คุยสามวันแปดวันก็ไม่จบ
ยิ่งได้รู้อย่างนี้พี่ยิ่งได้ความรู้ไว้เม้าท์เยอะขึ้นอีก
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
เรื่องเล่าคราวหน้ายิ่งน่าสนใจใหญ่
มาอัพเร็วๆนะเจ้าปุ่น

#9 By พังเพรียว on 2011-05-01 22:08

Hot! Hot! Hot! Hot!

เล่าเรื่องและอธิบายได้สนุกสนานมากเลยจ้ะนู๋ปุ่น ชอบๆๆๆๆcry

พี่อ่านๆ ไปเลยนึกถึงลิงค์พุทธประวัติอันนึงซึ่งพี่ชอบมากๆ ไม่รู้ปุ่นเคยดูรึยัง^^

http://buddha-thushaveiheard.com/page_02.html

#10 By fiothiel on 2011-05-01 22:19

มีประโยชน์ สำหรับผู้ห่างวัดอย่างพี่อีกแล้ว
แต่
แม้จะห่างวัด
ก็ได้ยินมาว่า พระพุทธองค์ไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ
ดังนั้น
ก้อย่าได้เชื่อว่าสิ่งที่อาจารย์หนูพูดทั้งหมดต้องเป็นจริง
แล้วเอาไปตำหนิ ผู้อื่น โดยเราก็ไม่รู้จริงน้า

สาธุ
เรื่องดี เล่าดี big smile Hot!

#12 By 40reborn on 2011-05-02 00:26

น่าสนใจอีกแล้ว

big smile

#13 By LittleDevil on 2011-05-02 13:25

ได้รู้พระวินัยแบบสนุกสนานอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนอีกแล้ว โดยเฉพาะการถวายของเนี่ยต้องแยกกัน เพิ่งรู้จริงๆ ค่ะ คราวหน้าไปวัดต้องระวังเรื่องพวกนี้ซะแล้ว big smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

“อะไรๆก็ไม่คู่ควรแก่ข้าพเจ้า”

“ถ้างั้น ความคิดนี้ก็ไม่คู่ควรแก่ท่านเช่นกัน”

ซึ้ง ผ่าง เปรี้ยง 55++

ขอบคุณสำหรับวิทยาทานค่ะ แล้วจะรออ่านต่อเช่นเคยค่ะ big smile
ได้ความรู้เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับพระbig smile Hot!

#15 By i'am-toontoon on 2011-05-03 17:46

รู้ตัวอีกที
ตัวเองห่างพระธรรมไปนานมากๆ
จนจะสวดอะไรไม่ได้แล้ว
วัดก็ไม่ค่อยได้เข้าเลย


big smile
> w<

ดูแก เหมาะกะ เรื่องแนวนี้แหะ


อืม ม ม


พี่เขียนแนวนี้ไม่ได้

งั้นขออ่านไปเรื่อยละกัน
ตามมาอ่านเรื่อยๆ

เพิ่งรู้ว่าเราสวดผิดมาตลอด

เฮ้อ...

#18 By lunatic_girl on 2011-05-07 00:55

Hot! Hot! Hot!
ให้ตายเถอะ สวดผิดมาตั้งนาน angry smile

#19 By Dark Creature on 2011-05-11 12:46