จิตแฟม Part IV
posted on 31 Jul 2010 14:00 by just-a-lady in PsyChology^O^
..อดทนเวลาที่ฝนนนนนพรำ..อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง
ปา ดู วี ดุ๊บ ปุบ ซั๊นชายยยยยย...
เมื่อวันเวลาที่ฝนนนนนนจางงงง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ..
ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอออออ..
เฮ่ออออ..เดี๋ยวตกเดี๋ยวไม่ตก เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวไม่ร้อน
อะไรก็ไม่รู้เนาะ..
ไม่เหมือนการบ้านเลย..เยอะตัลหลอดดดดดดด!!!!! = ='
เอาล่ะๆ..มาวีคนี้ที่บอกไว้ว่า..จะพูดถึง "สาเหตุสำคัญของการสมรส"
มันคือไรหว่า?..เหงา..เศร้า..กลัวขึ้นคาน รึป่าว? 55+ ต้องไปดูกันนนน!!!~
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
สาเหตุสำคัญของการสมรส
1. ความรัก -- แน่นอน..เดี๋ยวนี้การแต่งงานไม่เหมือนเมื่อก่อนที่พ่อแม่คลุมถุงชนให้
มาเจอหน้ากันก็อีตอนเปิดผ้าคลุมหน้าในวันแต่งงาน.. ความรักจึงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในการแต่งงาน
ถึงแม้เราจะไม่ปฏิเสธว่าทุกวันนี้จะยังมีการคลุมถุงชน..แต่มันก็ไม่เท่าเมื่อก่อน
คนเราถ้าไม่รักกัน..จะอยู่กันยังไง? จะอยู่เพื่ออะไร? จะอยู่กันได้นานแค่ไหน? แล้วจะมีความสุขไหม?
เพราะฉะนั้น..การแต่งงานจะเกิดขึ้นเพราะความรัก..
2. สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม -- เกี่ยวอะไรกะสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคม?
เมื่อเรารักกันเรียบร้อยแล้ว..ก่อนที่เราจะแต่ง แน่นอนว่าสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมเราต้องพร้อม
พร้อมในที่นี้หมายความว่าอะไร? ต้องรวยก่อนใช่ไหม? ..คำตอบคือ ไม่ใช่!
ไม่ต้องรวยจนล้นฟ้า..แต่อย่าลืมว่า คนที่จะแต่งงานกะคุณ เค้าก็ต้องคิดเป็นธรรมดาว่า..
เออ..ฉันแต่งกะแกแล้วแกจะเลี้ยงฉันไหวมั้ย? ถ้าลูกออกมาจะทำไง?มีตังค์พอเลี้ยงลูกรึป่าว
แล้วแกเข้าสังคมบ้างมั้ย รึว่าเอาแต่หมกตัวไม่ยอมออกไปไหน รักสันโดษเกินไป ไปอยู่ป่าดีกว่ามั้ย?
เพราะฉะนั้น สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกันในการที่จะตกลงปลงใจ
และปัญหาอีกอย่างนึงที่เกิดขึ้นคือ คนที่รวยโครตมาแต่งกะคนฐานะปานกลางหรือฐานะไม่ดี
จริงอยู่ที่ว่า "ก็กูคบกันอยู่สองคน ใครจะทำไมกู.." จริงอยู่ค๊า..รักกันมากมายปานจะกลืนกิน
ไม่แคร์สังคมรอบข้าง..ฉันไม่สนใจจะเอาเงินเค้าอยู่แล้ว..
แต่ถามหน่อยเถอะ..คนอื่นเค้าจะคิดแบบคุณมั้ย? เค้าจะไม่แคร์แบบคุณมั้ย?
ถ้าญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายเข้าใจ ก็ยังหมดปัญหาไปเปลาะหนึ่ง แต่ก็ยังมีสายตาจากคนในสังคมอีกแหละ
ที่คอยส่งแววตาเชือดเฉือนนินทามาให้คุณ..
แต่ถ้าคุณโอเคกับภาวะนั้น..ก็congratulation! ยินดีด้วยค่ะที่ได้แต่งงาน..
3. ความคาดหวังของสังคม -- "เสียงงงงงง รถด่วนขบวนสุดท้ายยยยย ..." เพลงลอยละล่องมาพร้อมกับเสียง
คนข้างบ้านและญาติๆถามว่า..ฮ้าว..ยังไม่แต่งอีกเหรอ? แน่นอนว่าถ้าคุณถึงวัยที่ควรจะแต่งแล้ว
แต่ยังไม่ได้แต่ง..พ่อแม่ก็จะนอนมองคาน เพื่อนๆก็จะอุ้มลูกมาอวด ญาติๆก็เริ่มค่อนแคะ..
ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การที่คุณแต่งงาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ"ความคาดหวังของสังคม"ด้วยเช่นกัน..
4. เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัว -- ก็อยากแต่งอ่ะ.. อยากมีครอบครัว อยากมีลูก..
ฉันชอบคนนี้.. ฉันชอบเธอ เธอชอบฉัน เราแต่งงานกัน.. ฉันจะได้มีลูกไว้สืบสกุลแล้วเย้ๆ..
ฉันจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียวจนตาย.. จบป้ะ?
การแต่งงานแบบเปิด (Opened Marriage)
ทรรศนะของนักจิตวิทยา => การที่คนสองคนตกลงใจร่วมชีวิตกัน ไม่ปิดบังซ่อนเร้น เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งได้เรียนรู้ถึงคุณลักษณะและนิสัยของอีกฝ่ายหนึ่ง พร้อมทั้งเคารพในสิทธิเสรีภาพซึ่งกันและกัน
"หัวใจสำคัญที่สุด คือ ความจริงใจ"
การเริ่มต้นชีวิตคู่ (Starting as a couple)
- การใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองคนโดยปราศจากลูก -- ช่วงเวลานี้ควรจะเป็นเวลาสวีวี่วี..ทำนู่นทำนี่
everything jinglebell เป็นเวลาลันล๊าที่ยังไม่มีลูกเพนกวินมากวนใจ อยากจะทำอะไร อยากจะไปไหนก็ได้ทำ
เพราะฉะนั้นใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ให้ดีที่สุด
- การเรียนรู้ที่จะคิดและทำอะไรร่วมกันสองคน -- ต้องคิดแล้วว่าจะแบ่งเวลาให้กันยังไง ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง
ไม่ใช่แต่งเสร็จก็ต่างคนต่างอยู่ มึงไปทางกูไปทาง.. งี้จะแต่งกันทำไม(วะ)? ให้เวลาแก่กันบ้าง
คุณผู้หญิงก็ไม่ใช่ไปช้อปปิ้ง ไปเมาท์กะเพื่อนเพลิน ไม่มีเวลาให้สามี..
คุณผู้ชายก็ไม่ใช่เอาแต่งประชุม กินเหล้ากะเพื่อน ไปสัมมนาโน่นนี่..ระวังภรรยาหายไม่รู้ตัวนะเคอะ!!
- การปรับตัวและสร้างสัมพันธภาพระหว่างคนสองคน -- การอยู่ร่วมกันคนสองคนต้องรู้จักปรับตัวเข้าหากัน
สร้างความสัมพันธที่ดีต่อกัน ไม่ใช่ว่า..ก็กูเป็นของกูอย่างงี้..เมิงแต่งกะกูแล้ว ไปไหนไม่รอดหรอก!!
อย่าลืมว่า..ต่างคนต่างมีจิตใจนะคะ!! ต้องการการดูแลเอาใจใส่ การจูนเข้าหาบ้าง...
ไม่ใช่ว่าอะไรๆก็กู.. กูจูนอยู่คนเดียว เมิงไม่เคยจูนมาหากูเลย -*-
ต่างคนต่างที่มา ต่างคนก็ต่างสภาพแวดล้อม ต่างคนก็ถูกเลี้ยงดูมาต่างกันนะคะ อย่าลืม!!!!
ไม่มีใครทำอะไรถูกใจอีกฝ่ายไปซะทุกสิ่งทุกอย่างหรอก..ต้องเรียนรู้ที่จะโอนอ่อนผ่อนปรนให้กัน
การอยุ่ด้วยกันมันถึงจะมีความสุข..
แล้วก็ใช้คำหวานพูดกันบ้าง พูดจาเพราะๆดีๆใส่กัน ไม่ใช่มึงๆกูๆ แกๆฉันๆ
ที่รักบ้างอะไรบ้าง หรือเธอ คุณ ก็ยังดี..
เรื่องที่คนสองคนจะตัดสินใจร่วมกัน (Making Decision Together)
- ที่อยู่อาศัย
-- การตัดสินใจเลือกที่จะอยู่ที่ไหนเป็นสิ่งที่น่าคิด น่าตัดสินใจด้วยกัน
เพราะอะไร? เพราะบางคนอาจชอบความเป็นส่วนตัว แยกครอบครัวไปมีครอบครัวเดี่ยวดีกว่า
บางคนอาจชอบการอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวขยาย..แต่ถ้าเมื่อไรที่คนนึงต้องการแยกตัว
แต่อีกคนมีความจำเป็นต้องอยู่รวมกับญาติ เมื่อนั้นปัญหาก็จะเกิดขึ้น ..
คนที่ต้องการอยู่แบบครอบครัวเดี่ยว ถ้าในตอนเข้าเค้าต้องตื่นเพราะเสียงล้งเล้งของญาติคุณล่ะก็..
มีปัญหาตามมาแน่ๆ.. ฉะนั้นทั้งสองคนต้องตกลง ตัดสินใจกันให้ดีๆว่าจะอยู่แบบไหน
นอกจากจะต้องคิดว่าจะอยู่แบบไหนแล้ว.."จะอยู่ที่ไหน" ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอะไรน่ะหรือ?
ก็เพราะสภาพแวดล้อมรอบข้างจะส่งผลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณน่ะสิ..
ถามจริงๆว่าระหว่างสภาพแวดล้อมรอบข้างดี อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อนบ้านนิสัยดี เอื้อเฟื้อ
กะสภาพแวดล้อมแบบแออัด เสียงดัง อากาศเป็นพิษ เพื่อนบ้านไม่สนใจ ต่างคนต่างอยู่ การเดินทางไม่สะดวก
สองแบบนั้นคุณจะเลือกแบบไหน..แน่นอนว่าคุณต้องเลือกอย่างแรก
นอกจากคุณและแฟนคุณแล้ว..อย่าลืมนึถึงลูกที่ต้องเกิดมาในอนาคตด้วย
สิ่งที่หล่อหลอมเด็กไม่เพียงแต่เกิดจากกรรมพันธุ์เท่านั้น แต่สิ่งแวดล้อมก็ส่งผลต่อพฤติกรรมเช่นกัน
- อุปกรณ์ภายในบ้าน
-- ฉันชอบสีฟ้า เธอชอบสีเขียว.. ฉันชอบโต๊ะเหล็ก เธอชอบโต๊ะไม้
ฉันอยากได้ห้องน้ำแบบนี้ เธออยากได้ห้องน้ำแบบนั้น..
ฉันชอบโซฟาแบบนี้ เธอชอบโซฟาแบบนั้น..
ซวยละ..แล้วจะทำยังไงกะบ้านดี?
ก็ต้องช่วยกันเลือก ช่วยกันตัดสินใจ ไม่ใช่ว่า..เธอไม่ต้อง!ฉันจัดบ้านเอง
หรือ เธอเลือกสีและการออกแบบห้อง ส่วนฉันจะเป็นคนซื้อของเข้าห้อง แต่ลืมดูไปว่า
สิ่งที่เธอเลือกกะสิ่งที่ฉันเลือกพอเอามารวมกันแล้วต่างคนต่างไม่ชอบ..ซะอย่างงั้น..
เพราะอย่างงี้..ช่วยกันเลือกจะดีกว่าเนาะไปซื้อก็ไปด้วยกัน ออกแบบก็ทำด้วยกัน
จะได้ใช้เวลาด้วยกัน..
- การศึกษาและอาชีพ
-- ต้องหันหน้าคุยกันว่าเธอจะทำงาน/เรียนต่อ หรืออะไรยังไง
แล้วจะทำยังไงกับการดูแลบ้าน จะแบ่งเวลามาทำกิจกรรมด้วยกันอย่างไร
ไม่ใช่ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างทำ ครอบครัวก็จะไม่ใช่ครอบครัว
ไม่ใช่ว่าฉันจะเรียนต่อ เธอจะทำงาน กลับบ้านไม่ตรงกัน เจอหน้ากันแทบไม่เคย อันนั้นก็ไม่ใช่
หรือเรียนทั้งคู่ ทำงานทั้งคู่ งานยุ่งทั้งคู่ ไม่มีเวลาให้กัน ไม่มีเวลาดูแลบ้าน ไม่มีเวลาดูแลลูก..
อ่าว..ทำไงล่ะทีนี้??
- เงิน
-- อื้อหือออออออ..สำคัญมากมายยยยยยยย
ตกลงกันให้ดีตั้งแต่ก่อนแต่ง เรื่องสินส่วนตัว/สินสมรสว่าจะเอายังไง
เพราะอย่าลืมว่าถ้าเกิดเลิกกันขึ้นมา หารครึ่งนะค๊า!!!!!!
ถ้าสมมติว่าคนนึงทำงาน อีกคนไม่ทำอะไร..แล้วพอเลิกกัน..จะเกิดกรณีว่า อ้าว!นั่นมันตังค์กู!!
แล้วก็ตกลงกันด้วยว่า..ทำงานแล้วจะยังไง เอาเงินมารวมกัน หรือเงินใครเงินมัน
หรือจะแบ่งสรรปันส่วนเงินไว้ใช้อย่างไร เพราะอย่าลืมว่าต้องมีเงินส่วนเก็บไว้ยามจำเป็นด้วย
แล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเลี้ยงดูใครมั้ย ไม่ใช่ว่า อีกคนทำงานมาได้ส่งให้พ่อแม่ให้ญาติหมด
แล้วเงินที่จะใช้จ่ายในครอบครัวก็กลายเป็นว่าอีกคนรับภาระเพียงลำพัง อันนี้ไม่ไหวนะ..
คุยกันให้รู้เรื่องก่อนว่าจะเอายังไง..
มีครอบครัวหนึ่งสามีภรรยาไม่จดทะเบียนสมรสกัน ผู้ชายทำงานเป็นเจ้าของบริษัท เจ้าของกิจการ เสร็จแล้วพอได้เงินมาก็เอาให้ภรรยา
ฝากบัญชีไว้ชื่อภรรยา บ้านก็เป็นชื่อภรรยา ทุกสิ่งเป็นชื่อภรรยาหมด..เพราะอะไร?
เพราะเค้าคิดว่าธุรกิจของเค้ามีความเสี่ยง ถ้าเกิดเค้าล้มละลายไป จะได้ไม่มีสินสมรส เค้าจะได้ล้มละลายคนเดียว
ตัวเค้าเองก็ไม่มีสินทรัพย์อะไร ที่หามาได้ก็ฝากชื่อแฟนไว้แล้ว จะได้ไม่เกิดปัญหากระทบกับครอบครัว
อืมม..ไอเดียดี!!..
- ลูก
-- การวางแผนเรื่องลูกเป็นสิ่งที่ควรทำ..คุยกันซะว่าจะมีลูกกี่คน มีลูกเมื่อไหร่
มีตังค์เก็บพอรึยังถ้าจะมีลูก ลูกเกิดมาแล้วจะให้ใครเลี้ยง จะเลี้ยงยังไง ฯลฯ ไม่งั้นปัญหายาวแน่ๆ..
****************************************************************
ลืมไปเลยอ้ะ -*-
ปกติเราต้องมีอะไรส่งท้าย
แต่คราวนี้มัวแต่ระแวงว่าคอมที่ศูนย์คอมมันจะปิดตัวเองเมื่อไหร่
พอพิมพ์อธิบายทุกอย่างเสร็จปุ๊บก็ Publishทันที ก่อนหน้ามันจะปิดตัวเองเพียงไม่กี่นาที T_T
ยังไม่ทันล็อกเอาท์ด้วยซ้ำ ฮ่วยยยยยยยยยยยยยยยย - -*
อาทิตย์นี้ดูเรื่องSeason Change กะเรื่อง บ้านฉัน(ตลกไว้ก่อนพ่อสอนไว้ค่า)
สนุกดี ฮ่าๆ วิเคราะห์ไม่ยากสักเท่าไหร่..
แต่คะแนนสงสัยจะออกมาย่อยยับ..
Take Care Yourself กันด้วยนะค๊าทู้กกกกคน!!!
คราวหน้าจะมาต่อเรื่อง..เรื่อง..เรื่องอะไรหว่า..สมุดเล็คเชอร์ไม่ได้อยู่ในมือ แฮ่ๆ
เอาเป็นว่า มีต่อคราวหน้าคร๊าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ!!!!
edit @ 31 Jul 2010 21:01:07 by ' I'm E29AZA '

บ้านนายลิงแว่น
แต่สำหรับเพรียวแล้ว ชีวิตนี้ดีที่ซู๊ดดดดดดดดดดดด
#1 By พังเพรียว on 2010-07-31 16:16